Get Adobe Flash player

บุคลากร

องค์กรต่างๆ

ติดต่อสอบถาม

Link คาทอลิก

Who's online

We have 18 guests and no members online

2018-11-04 ผู้มีชีวิตกับผู้ล่วงลับเป็นหนึ่งเดียวกัน

วันที่ 2 พฤศจิกายน เป็นวันระลึกถึงบรรดาผู้ล่วงลับ (หรือที่เรียกว่า วันระลึกถึงวิญญาณในไฟชำระ) พระศาสนจักรถือว่า บรรดาผู้ล่วงลับกับผู้มีชีวิตนี้มีความผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยอาศัยคำภาวนา และการร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณ ผู้ล่วงลับมิใช่ผู้ที่จากไป อยู่อีกที่หนึ่ง หรืออีกโลกนึ่ง โลกที่ไม่สามารถติดต่อสัมพันธ์กันได้ แต่ผู้ล่วงลับคือ ผู้ที่ออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระ และสักวันหนึ่งภายหน้าก็จะกลับคืนชีพพร้อมกับพระเยซูคริสตเจ้า

ทำไม?ต้องระลึกถึงบรรดาผู้ล่วงลับ     

การที่พระศาสนจักรกำหนดให้เดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนระลึกถึงผู้ล่วงลับนั้น เพราะเรามีความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีร่างกาย จิตใจและวิญญาณ เมื่อถึงวันที่ร่างกายจบสิ้น (ตาย) แต่วิญญาณนั้นคงอยู่ วิญญาณจะได้รับผลของร่างกายที่เป็นผู้กระทำไม่ว่าจะเป็นผลของความดีหรือความชั่ว แน่นอนมนุษย์ทุกคนมีทั้งความดีและความผิดบกพร่องด้วยกันทุกคน โดยความเชื่อของเราซึ่งเป็นคาทอลิก เราเชื่อว่าผู้ที่ตายไปแล้วจะได้พบกับพระเป็นเจ้า แต่บุคคลที่จะพบกับพระเป็นเจ้าได้นั้น ต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ ซึ่งขณะเดียวกันเราก็เชื่อว่าในความเป็นมนุษย์ที่มีความอ่อนแอ คงไม่มีใครสามารถชำระตัวเองให้บริสุทธิ์ทั้งหมดได้ ดังนั้นผู้ที่ล่วงลับไปในขณะที่ยังมีมลทินของบาป บาปเบา เศษของบาป หรือยังไม่บริสุทธิ์พอที่จะได้พบพระเป็นเจ้า พวกเขาเหล่านั้นยังต้องใช้โทษของตนอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ที่เรียกว่า ไฟชำระ และในไฟชำระนี้ เขาจะได้รับการทดลองอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง จะช้านานแล้วแต่สภาพของวิญญาณของเขา เมื่อผ่านพ้นช่วงนั้นไปแล้ว พวกเขาจะได้เข้าสู่สวรรค์ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนที่มีชีวิตทุกคนที่จะสวดภาวนาให้กับผู้ล่วงลับที่อยู่ในไฟชำระ เพื่อวอนขอพระเป็นเจ้าทรงมีพระเมตตา อภัยโทษความผิดบาปต่างๆให้กับเขา เพื่อเขาจะได้รับชีวิตนิรันดร ร่วมสุขกับพระองค์ในสวรรค์ เพราะผู้ล่วงลับเหล่านั้นไม่อยู่ในสภาพที่จะช่วยเหลือตัวเองให้พ้นจากความผิดบาปที่กระทำได้ มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่จะสามารถช่วยพวกเขาได้ และหน้าที่ของการภาวนาและขอมิสซาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับนั้น ยังเป็นเรื่องของความยุติธรรม และความกตัญญูกตเวทีของเราทุกๆคนอีกด้วย เพราะผู้ล่วงลับเหล่านั้น อาจเป็นบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ครูบาอาจารย์ นักบวชชาย หญิง พระสงฆ์ พระสังฆราช หรือมิตรสหายของเราฯลฯ ซึ่งมีส่วนผูกพัน และเคยเกี่ยวข้องกับเรามาไม่มากก็น้อยในอดีตที่ผ่านมา ท่านเคยอยู่ในโลกจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในกรณีเช่นนี้

สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้ล่วงลับ

การสวดภาวนาและขอมิสซาให้กับผู้ล่วงลับนั้น ถือเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่มีชีวิตอยู่ เพื่อวอนขอพระเจ้าได้เมตตากับบรรดาผู้ล่วงลับทั้งหลาย ให้พวกเขาได้พ้นจากบาปต่างๆ ที่กระทำ และได้เข้าไปอยู่กับพระเป็นเจ้า โดยเร็ววัน ซึ่งการขอมิสซาให้ผู้ล่วงลับ ถือเป็นคำภาวนาที่ดีที่สุด เป็นการระลึกถึงสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำในอดีตระลึกถึงการสิ้นพระชนม์ การกลับคืนชีพ ฯลฯ และในบูชามิสซานี้เอง ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรักที่พระเป็นเจ้าทรงมีต่อชีวิตมนุษย์ ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็ถวายความรัก การต่อสู้ทุกๆ อย่างของมนุษย์เป็นเกียรติแด่พระเป็นเจ้าด้วย ดังนั้นรางวัลสำหรับมนุษย์ ที่ได้ต่อสู่และแบกกางเขนร่วมกับพระองค์ในโลกนี้ก็คือ รางวัลของชีวิตนิรันดรในโลกหน้า ชีวิตที่ได้อยู่ร่วมกับพระเป็นเจ้าองค์แห่งความรัก นอกจากนั้นการขอมิสซาของเราเพื่อผู้ล่วงลับ ยังถือเป็นการสละแรงกาย ทรัพย์สินเงินทอง เพื่อเป็นบูชาถวายแด่พระเป็นเจ้า โดยอาศัยคำภาวนาของพระสงฆ์ ผ่านทางพิธีบูชาขอบพระคุณที่ถวายร่วมกัน จะเห็นได้จากพิธีบูชาขอบพระคุณจะมีการภาวนาให้กับผู้มีชีวิต และผู้ล่วงลับไปแล้ว เพราะเราเชื่อว่าผู้ล่วงลับหรือผู้มีชีวิตอยู่นั้นทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นพิธีบูชาขอบพระคุณจึงเป็นเครื่องหมายของความเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งผู้มีชีวิตและผู้เสียชีวิตไปแล้ว

ภาวนาและขอมิสซาให้ผู้ล่วงลับ เขาจะได้รับหรือไม่     

การขอมิสซา การอุทิศส่วนกุศล ส่วนบุญของเราด้วยทรัพย์สินเงินทอง แรงกาย ถวายแด่พระเป็นเจ้า เป็นการทำบุญให้กับผู้ล่วงลับ เพื่อเขาจะได้ไปมีชีวิตนิรันดร์เร็วขึ้นนั้น เราจะทราบได้อย่างไรว่าผู้ล่วงลับเหล่านั้นได้รับหรือไม่? และบางคนที่ลงนรกไปแล้ว เราสวดภาวนาให้ก็ไร้ประโยชน์ อย่างไรเขาก็ไม่สามารถเอาตัวรอดไปสวรรค์ได้ แต่ใครล่ะจะกล้าตัดสินว่าบุคคลนี้ต้องไปนรกแน่ๆ เพราะแม้แต่คนที่เลวร้ายที่สุด หากวินาทีสุดท้ายเขาได้กลับใจ และได้รับพระหรรษทานของพระเป็นเจ้าล่ะ ดังนั้นสิทธิ์ของการตัดสินนี้จึงยกให้เป็นหน้าที่ของพระเป็นเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้ตัดสินในทุกๆเรื่อง รวมทั้งเป็นผู้ให้ส่วนกุศลต่างๆ ที่เราได้กระทำนั้นให้แก่วิญญาณของผู้ที่เราปรารถนาสวดภาวนาให้ หรือวิญญาณที่ควรสวดภาวนาให้ หรือให้กับวิญญาณที่ไม่มีใครคิดถึงเลย เราจงมั่นใจเถิดว่า “กิจการดี กิจการกุศล และการภาวนาอุทิศให้กับผู้ล่วงลับนี้ พระเจ้าพระองค์จะทรงให้เกิดผลเสมอ พระองค์ไม่ปล่อยให้คำภาวนาไร้ค่าแน่นอน” ดังนั้น จึงไม่กังวลว่าคำภาวนาและมิสซาที่เราขอไปให้ผู้ล่วงลับจะได้รับหรือไม่

ชีวิตหลังความตาย     

ชีวิตหลังความตายเป็นโลกที่หลายๆคนอยากจะทราบว่าเป็นเช่นไร แต่ไม่มีใครให้คำตอบได้แน่ชัดนักเพราะเราทุกคนต่างอยู่ในสภาพของผู้มีชีวิต ไม่มีใครเคยพบว่าชีวิตหลังความตายเป็นเช่นไร แต่เราทราบเพียงว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาย่อมมีเป้าหมายในชีวิต และเป้าหมายสุดท้ายที่มนุษย์ทุกคนหวังไว้ก็คือ หลังจากที่ได้ทำความดี ต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ มากมายในโลกนี้ แบกกางเขนติดตามพระเยซูเจ้าแล้ว วันหนึ่งเมื่อต้องจบชีวิตในโลก ก็ขอให้ได้มีชีวิตใหม่อยู่กับพระเป็นเจ้าในสวรรค์ ซึ่งสวรรค์นั้นเป็นแบบใด และอยู่ที่ไหนก็มิอาจรู้ได้ สวรรค์อาจมิใช่สถานที่ๆสวยงาม อย่างที่เราคิดฝัน แต่สวรรค์ คือ สภาวะของความสุข ความบริบูรณ์ที่เราบรรลุถึงเป้าหมายที่ต้องการ เป้าหมายในชีวิตที่จะได้ไปอยู่กับพระเป็นเจ้า และเป้าหมายที่เราได้รับนั้น ก็คือชีวิตหลังความตายที่จะได้พบเจอนั่นเอง

การจัดพิธีต่างๆ ให้ผู้ล่วงลับบอกอะไรกับเรา     

เมื่อมีคนหนึ่งคนใดล่วงลับ มนุษย์จะให้เกียรติด้วยการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงให้เห็นว่าผู้ที่จากโลกนี้ไปกำลังเดินทางไปพบกับความสุขในโลกหน้า ซึ่งคาทอลิกเรามีความเชื่อว่าโดยอาศัยศีลล้างบาป เราจะสามารถผ่านไปสู่ชีวิตพร้อมกับพระองค์โดยผ่านทางความตายของวิญญาณ ผู้ล่วงลับทุกคนที่อยู่ในศีลในพรของพระได้ตายกับพระคริสตเจ้า จะได้กลับมามีชีวิตใหม่พร้อมกับพระองค์ เหมือนกับที่พระคริสตเจ้าได้สิ้นพระชนม์ และทรงกลับคืนชีพใหม่ ดังนั้นพิธีกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นการตั้งศพ การสวดภาวนาให้มิสซาปลงศพ การฝังศพและสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสัญลักษณ์และเครื่องหมายแสดงให้เห็นว่าผู้ล่วงลับนั้น วันหนึ่งจะได้กลับฟื้นคืนชีพใหม่ ซึ่งเป็นความหวังของชีวิตคริสตชน

ทำไมต้องจุดเทียน     

เทียนเปรียบเสมือนแสงสว่างของพระคริสตเจ้า การจุดเทียนให้กับผู้ล่วงลับในวันเสกสุสาน เป็นการเตือนใจให้เราเปิดใจมองเห็นแสงสว่างของพระเป็นเจ้ารวมทั้งขอให้บรรดาผู้ล่วงลับทั้งได้เห็นแสงสว่างของพระเป็นเจ้าด้วย นอกจากนั้นเทียนยังมีความหมายถึงการให้เกียรติแด่บรรดาผู้ล่วงลับอีกด้วย    

 จึงกล่าวได้ว่าเดือนนี้เป็นเดือนพิเศษที่พระศาสนจักรของเราเปิดโอกาสให้เป็นเดือนระลึกถึงบรรดาผู้ล่วงลับ และวิญญาณที่ไม่มีใครนึกถึง เป็นโอกาสดีที่พวกเราทุกคนจะร่วมกันสวดภาวนาและขอมิสซาให้กับบรรดาผู้ล่วงลับทั้งหลาย ญาติพี่น้องและผู้ไม่มีใครคิดถึง เพราะพวกเขาเหล่านั้นไม่อยู่ในสถานะที่จะช่วยเหลือตัวเองให้พ้นจากความผิดบาปได้ มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้ ดังนั้นพวกเราทุกคนควรจะระลึกถึงบรรดาผู้ล่วงลับ หรือญาติพี่น้องที่จากไป มิใช่แต่เฉพาะเดือนผู้ตายเท่านั้น แต่ควรระลึกถึงทุกๆวัน เพื่อพวกเขาจะได้ไปอยู่กับพระเป็นเจ้าโดยเร็ววัน และเมื่อพวกขาได้รับชีวิตนิรันดรในสวรรค์แล้วพวกเขาก็จะไม่ลืมที่จะสวดภาวนาให้พวกเราเช่นกัน

 

ที่มา : สารอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ปีที่8 ฉบับที่ 11 เดือนพฤศจิกายน 2010