Get Adobe Flash player
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.007gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.011gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.012gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.005gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.003gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.009gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.008gk-is-87.jpglink
«
»
Loading…

บุคลากร

องค์กรต่างๆ

ติดต่อสอบถาม

Link คาทอลิก

Who's online

We have 101 guests and no members online

2016-10-23 ข้อคิดวันอาทิตย์ที่สามสิบ เทศกาลธรรมดา ปี C

ข้อคิดวันอาทิตย์ที่สามสิบเทศกาลธรรมดาปีC

ลก18: 9-14...คนเก็บภาษีกลับไปบ้านได้รับความชอบธรรมแต่ชาวฟาริสีไม่ได้รับ...เพราะว่าผู้ใดที่ยกตนขึ้นจะถูกกดให้ต่ำลงผู้ใดที่ถ่อมตนลงจะได้รับการยกย่องให้สูงขึ้น

            พระเยซูเจ้าได้ทรงเล่าเรื่องเกี่ยวกับชาวฟาริสีกับคนเก็บภาษีซึ่งได้ไปที่โบสถ์เพื่อสวดภาวนา...ชาวฟาริสีได้โอ้อวดว่าตนไม่เหมือนกับคนอื่นๆนั่นก็ย่อมหมายความว่าตนไม่ใช่คนบาป...อย่างไรก็ตามทุกครั้งเวลาที่เริ่มพิธิมิสซาบูชาขอบพระคุณเราต่างก็สารภาพว่าเราเป็นคนบาป...

ข้อคิด...บทอ่านประจำวันอาทิตย์นี้ยังพูดถึงเรื่องของการอธิษฐานภาวนาต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว...ในสังคมที่เงินทองและอำนาจคือทุกสิ่งทุกอย่างส่วนคนที่อยู่ชายขอบของสังคมไม่ว่าจะเป็นคนยากคนจนคนด้อยโอกาสฯลฯก็จะไม่ได้รับโอกาสทางสังคมทั้งจะไม่ได้รับการเหลียวแลด้วย....ในบทอ่านแรกจากหนังสือบุตรสิรา(บสร35: 12-14, 16-18) ก็บอกกับพวกเราว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติกับทุกๆคนอย่างเท่าเทียมกันพระองค์มิได้ให้สิทธิพิเศษแก่คนรวยและคนมีอำนาจแต่อย่างใดแต่พระองค์ทรงสดับฟังคำอธิษฐานภาวนอันต่ำต้อยของคนยากจนน่าสงสารและคนที่ต่ำต้อย

            เรื่องอุปมาชาวฟาริสีและคนเก็บภาษีของพระเยซูเจ้ายิ่งแสดงให้เห็นชัดมากยิ่งขึ้นในกรณีที่กล่าวถึงนี้ชาวฟาริสีที่จองหองมั่นใจในผลงานของตัวเองและเพราะอย่างนี้นี่เองที่พวกเขาคิดว่าพระเจ้าทรงเป็นหนี้พวกเขาในเรื่องของการช่วยให้รอดพ้นคืออย่างไรเสียก็ต้องช่วยเขาได้เอาตัวรอด...ส่วนคนเก็บภาษีนั้นไม่มีอะไรที่เขาจะมอบความไว้วางใจได้เขารู้ตัวเองดีว่าตนเป็นคนบาปดังนั้นเขาจึงทุ่มทั้งเนื้อทั้งตัวไว้ในพระเมตตาของพระเจ้าเขาพูดแต่น้อยแต่ว่าด้วยท่าทีแห่งหัวจิตหัวใจของเขาทำให้เขาเป็นที่สบพระทัยพระเจ้าคำอธิษฐานภาวนาที่ถ่อมตัวของเขาทำให้เขาได้รับความรักและการอภัยโทษจากพระเจ้า

            เรื่องอุปมานี้พุ่งเป้าไปยังคนที่ภูมิใจในตัวเองคิดว่าตนเป็นผู้ที่กอร์ปด้วยคุณธรรมพลางดูหมิ่นดูแคลนคนอื่น...ปัญหาของคนชาวฟารีสีอยู่ที่เขาไม่เคยมีความคิดว่าตนต้องการพระเจ้าหรือพระหรรษทานของพระองค์หรือความรักและการให้อภัยโทษของพระองค์เลย

            คนชาวฟารีสีในเรื่องอุปมาของพระเยซูเจ้ามิใช่เป็นผู้ร้ายแต่อย่างใดและจริงๆแล้วเป็นคนรักครอบครัวและเป็นคนที่ถือกฏระเบียบอย่างเคร่งครัดเขาเป็นคนที่ปฏิบัติมากกว่าที่ธรรมบัญญัติเรียกร้องเสียอีกธรรมบัญญัติบอกให้ถือศีลอดอาหารปีละครั้งแต่คนชาวฟารีสีถือศีลอดอาหารสัปดาห์ละสองครั้งธรรมบัญญัติเรียกเก็บภาษีในบางรายการของรายได้แต่คนชาวฟารีสียอมเสียภาษีในทุกๆเรื่องฯลฯ

            ถ้าหากเป็นเช่นนี้แล้วไซร้คนชาวฟารีสีมีความผิดหรือเป็นคนไม่ดีตรงไหน?

            ประการแรก...ในท่าทีที่คนชาวฟารีสีมีต่อพระเจ้าเขามีความคิดว่าพระเจ้าเป็นหนี้เขาเพราะเขาได้ทำอะไรต่างๆมากมายให้กับพระองค์

            ประการที่สอง...ท่าทีที่เขามีต่อคนอื่นเขาดูหมิ่นดูแคลนคนอื่นคนชาวฟารีสีเป็นคนจองหองไม่มีความสุภาพถ่อมตน...เราต้องไม่ลืมว่าความสุภาพถ่อมตนเป็นผืนดินดีสำหรับคุณธรรมประการอื่นๆที่จะเจริญงอกงามขึ้นในคนชาวฟารีสีเราจะเห็นความหยิ่งยะโสในตัวเองและในเวลาเดียวกันก็ดูถูกคนบาป

            ในตัวตนของคนชาวฟารีสีเต็มไปด้วยตัวตนของตัวเองไม่เคยอธิษฐานภาวานาถวายแด่พระเจ้ามีแต่ภาวนาให้กับตัวเองในคำภาวนาของคนชาวฟารีสีมีแต่คำว่าฉัน...สำหรับคนจองหองทะนงตัวในตัวเขาจะไม่มีที่ว่างสำหรับพระเจ้า

            ส่วนคำอธิษฐานภาวนาของคนเก็บภาษีเป็นคำอธิษฐานภาวนาตัวอย่างเลยทีเดียวซึ่งเพียงแต่ภาวนาว่าข้าแต่พระเจ้าโปรดทรงพระกรุณาต่อข้าพเจ้าคนบาปด้วยเถิดนี่ก็เป็นคำอธิษฐานภาวนาที่ดีเลิศและพระเจ้าจะไม่ทรงฟังคำภาวนาเช่นนี้ได้อย่างไรเพราะเขากำลังพูดข้อเท็จจริงอยู่...ถ้าเราสามารถกล่าวว่าข้าพเจ้าเป็นคนบาปด้วยความจริงใจและด้วยความสุภาพถ่อมตนเราก็จะอยู่ใกล้ชิดพระเจ้ามากยิ่งขึ้น

                        ท้ายสุดก็อยากจะสรุปว่าคนชาวฟาริสีไปที่พระวิหารมิใช่เพื่ออธิษฐานภาวนาแด่พระเจ้าแต่ไปเพื่อจะได้ประกาศให้ทุกคนได้รับทราบว่าตัวเองเป็นคนดีมากน้อยแค่ไหนส่วนคนเก็บภาษีไปที่พระวิหารเพื่อจะสารภาพบาปผิดของตนเองและวิงวอนขอความรักและพระเมตตาจากพระเจ้า

            การคิดว่าตนเองเป็นผู้ชอบธรรมเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งเพราะจะนำไปสู่ความจองหองและจะทำให้ดูหมิ่นดูแคลนคนอื่นๆด้วยทั้งจะเป็นการกีดกันมิให้ตนเองเรียนรู้อะไรต่างๆจากพระเจ้าและจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

 

            การอธิษฐานภาวนาของคนเก็บภาษีน่าจะเป็นแบบอย่างของการอธิษฐานภาวนาของเราเพราะว่าเราทุกคนต่างก็ต้องการความรักความเมตตาจากพระเจ้าอยู่ทุกๆวัน

            ขออย่าให้ความจองหองในความสำเร็จตัดขาดตัวเราจากพระเจ้าและจากเพื่อนพี่น้อง

คนบาปในบ้านของพระเจ้า

ถ้าผู้นำทางศาสนามีจิตใจ และมีความนึกคิดที่คับแคบเห็นแก่ตัวเหมือนกับชาวฟาริสี คนบาปหรือคนไม่ดีคงจะไม่สามารถเข้าวัดได้เพราะมีบางคนคิดว่าคนบาปไม่ควรไปวัดสำหรับคนเหล่านี้แล้ว นักบุญหรือผู้ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่เข้าวัดได้ และผลลัพธ์ที่ออกมา ก็คือว่าวัดจะเป็นแค่สังคมเล็กๆเท่านั้น และคงจะเหมือนกับร้านซ่อมอะไรบางอย่าง ที่จะรับแต่ของดีๆ หรือเหมือนกับโรงพยาบาลที่จะรับแต่คนสุขภาพดี

เราไปวัดมิใช่เพราะเราเป็นผู้เหมาะสมแต่เป็นเพราะว่าเรามีความต้องการเราต้องกล้าหาญพอที่จะยอมรับว่าเราเป็นคนบาป เพื่อว่าเราจะพยายามเป็นคนดีขึ้น และเราต้องการพระเมตตาจากพระเจ้าพร้อมๆกับได้การสนับสนุนจากสังคมหมู่คณะเพื่อว่าเราจะได้รับการเยียวยาและสามารถฟื้นฟูตนเอง