Get Adobe Flash player

บุคลากร

องค์กรต่างๆ

ติดต่อสอบถาม

Link คาทอลิก

Who's online

We have 24 guests and no members online

2017-06-04 ข้อคิดวันสมโภชพระจิตเจ้า ปี A

ข้อคิดวันสมโภชพระจิตเจ้า ปี A

กจ 2: 1-11ศิษย์ทุกคนได้รับพระจิตเจ้าเต็มเปี่ยมและเริ่มพูดภาษาอื่นๆตามที่พระจิตเจ้าประทานให้พูด...ประชาชนแต่ละคนได้ยินพวกอัครสาวกพูดภาษาของตน

วันนี้เป็นวันที่พระเยซูเจ้าได้ทรงซื่อสัตย์ต่อคำมั่นสัญญาที่ได้ทรงให้ไว้กับบรรดาศิษย์ของพระองค์ว่าจะทรงประทานพระจิตศักดิ์สิทธิ์ให้กับพวกเขา...การเสด็จมาขององค์พระจิตเจ้าได้ทำการเปลี่ยนแปลงบรรดาอัครสาวกและพระศาสนจักรก็ได้ถือกำเนิดขึ้น...การสมโภชในวันนี้เป็นการรื้อฟื้นพระพรขององค์พระจิตเจ้าในพวกเราแต่ละคนและในพระศาสนจักรทั้งหมดด้วย

ข้อคิด...นักบุญลูกากล้าที่จะมองดูธรรมประเพณีของชนชาวยิวว่าวันสมโภชพระจิตเจ้าเป็นเหมือนการเฉลิมฉลองการที่พระยาเวห์ทรงประทานธรรมบัญญัติให้กับพวกเขาบนภูเขาซีนัย...ในวันนั้นได้มีลมพัดแรงกล้า มีเปลวไฟและได้มีเสียงประกาศธรรมบัญญัติ ต่อมาเปลวไฟนั้นได้แยกตัวออกเป็นลิ้นไฟ 70 ลิ้นด้วยกันอันสอดคล้องกับ 70 เชื้อชาติของสากลโลก...ธรรมบัญญัติที่ว่านี้ได้รับการประกาศ มิใช่แก่ชนชาติอิสราแอลเท่านั้น แต่ได้ประกาศให้กับมนุษยชาติทั้งหมดด้วย เช่นเดียวกันสำหรับนักบุญลูกา...ในวันที่พระจิตเจ้าเสด็จลงมายังพวกอัครสาวก ก็มีลมพัดกรรโชกแรงและลิ้นไฟที่ได้ลงมายังกลุ่มของพวกศิษย์ แต่การประกาศนั้น มิใช่เป็นการประกาศธรรมบัญญัติ แต่เป็นการประกาศข่าวดีที่ได้ยกเลิกคำสาปแช่งของหอบาแบลและเป็นการรวบรวมประชาชาติที่ได้กระจัดกระจายไป ให้มาเป็นหนึ่งเดียวกัน           

            ส่วนสำหรับนักบุญยอห์น...การประทานพระจิตนั้นได้บังเกิดขึ้นในวันปัสกา วันที่พระเยซูเจ้าได้เสด็จกลับคืนพระชนมชีพ ซึ่งจริงๆแล้วก็มิได้ขัดแย้งอะไรกับเรื่องเล่าในหนังสือกิจการของอัครสาวกของนักบุญลูกา เพราะทั้งนักบุญยอห์นและนักบุญลูกา ต่างก็ได้พูดถึงเรื่องเดียวกันคือพระผู้ได้ทรงกลับคืนพระชนมชีพได้ทรงประทานพระพระพรขององค์พระจิตเจ้าและได้ทรงเปิดตัวพันธกิจของพระศาสนจักร...มีแต่เรื่องของวันเวลาที่แตกต่างกันสำหรับทั้งสองท่านเท่านั้น ทั้งนี้ก็เป็นเพราะทั้งสองท่านต่างมีมุมมองทางเทววิทยาที่ไม่เหมือนกันนั่นเอง จึงมิใช่เป็นประเด็นที่จะต้องนำมาถกเถียงกันให้ยืดยาว

ภาษาใหม่ขององค์พระจิตเจ้า...ภาษาเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากๆอย่างหนึ่งในการสื่อสารของเรามนุษย์...ถ้าหากว่าเราไปในประเทศที่เราใช้ภาษาของเขาไม่ได้ เราก็จะรู้สึกอึดอัดเอามากๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไปไหนมาไหน เรื่องอาหารการกิน เรื่องการสื่อสารกับคนอื่นๆ ฯลฯ ตรงข้าม เรากลับรู้สึกเป็นสุขดีใจเมื่อคนอื่นเขาเข้าใจสิ่งที่เราสื่อสารกับเขา...ส่วนใหญ่แล้วโดยอาศัยการพูดจาที่เรามนุษย์แสดงออกซึ่งความต้องการ อารมณ์ความรู้สึก ฯลฯ ให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับรู้

            แต่ว่าภาษาเพียงอย่างเดียวก็น่าจะไม่เพียงพอที่จะนำมนุษย์ให้มาอยู่ด้วยกัน เพราะถึงกับมีบางคนพูดว่า คำพูด บางครั้งก็เป็นต้นเหตุของการเข้าใจผิด ก็มี ซึ่งยอมหมายถึงว่าแม้เราจะพูดภาษาเดียวกัน ก็มิใช่ว่าเราจะเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะหัวใจและอารมณ์ความรู้สึกของแต่ละคนไม่ได้มีโอกาสมาพบกันและทำความเข้าใจซึ่งกันและกันนั่นเอง

            ในทางตรงกันข้าม คนเราแม้จะพูดภาษาที่ต่างกัน ถึงจะเป็นคนแปลกหน้าไม่รู้จักกัน แต่ก็สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันได้ ไม่เพียงแต่จะกลายเป็นเพื่อนร่วมงานกันเท่านั้น แต่สามารถเป็นพี่น้องกันได้อีกด้วย...และ วันที่มีความปีติยินดี หรือวันที่มีความเศร้าโศกเสียใจอย่างใหญ่หลวง หรือในวันที่มีอันตรายต่อหมู่คณะหรือต่อประเทศชาติ ความแตกต่างทางภาษาก็คงจะต้องถูกยกยอดออกไป เราคงจะต้องยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กันและจะต้องรวมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อที่จะสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆเหล่านั้น

            นอกจากคำพูดหรือภาษาซึ่งเป็นวิธีการอันหนึ่งในการสื่อสารแล้ว ก็ยังมีวิธีการอื่นๆอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่างๆ ซึ่งสามารถถูกนำมาใช้ในการสื่อสารได้อีกด้วย เช่นเดียวกับในวันที่พระจิตเจ้าเสด็จลงมายังบรรดาอัครสาวกและศิษย์คนอื่นๆของพระเยซูเจ้า...ลมพัดแรงและลิ้นไฟอันเป็นสัญลักษณ์ของพละกำลัง ก็ได้ถูกนำมาใช้ในการสื่อสารด้วย

            อย่างไรก็ตาม ภาษาก็ยังมีความสำคัญอย่างมากสำหรับเรามนุษย์อยู่นั่นเอง เราได้รับการบอกเล่าว่าในวันพระจิตเสด็จลงมา ทุกคนได้ฟังและเข้าใจพวกอัครสาวก...เพราะป็นภาษาของสันติสุข มิใช่เป็นภาษาของการทำสงคราม...เป็นภาษาของการปรองดองคืนดีกัน  มิใช่เป็นภาษาของความขัดแย้งกัน...เป็นภาษาของความร่วมมือกัน มากกว่าของการแก่งแย่งชิงดีกัน...เป็นภาษาของการให้อภัย แทนที่จะเป็นภาษาของการแก้แค้น...เป็นภาษาของความหวัง มากกว่าภาษาของความหมดหวัง...เป็นภาษาของการอยู่ร่วมกัน มากกว่าภาษาของการมีทิฐิ...เป็นภาษาของมิตรภาพ มากกว่าภาษาของความเป็นศัตรูกัน...เป็นภาษาของเอกภาพ มากกว่าภาษาของการแตกแยก...และเป็นภาษาของความรัก มากกว่าภาษาของความเกลียด

            ภาษาใหม่ที่ว่านี้ก่อให้เกิดกลุ่มชนแบบใหม่ขึ้น เป็นกลุ่มชนของบรรดาผู้ที่เชื่อในองค์พระเยซูคริสตเจ้า เป็นกลุ่มชนแห่งความเชื่อและความรัก ตามที่มีบรรยายไว้ในหนังสือกิจการของอัครสาวกว่าบรรดาศิษย์รุ่นแรกๆของพระเยซูเจ้าได้ใช้ชีวิตอย่างเป็น น้ำหนึ่งใจเดียวกัน (กจ 1: 14)

          โดยอาศัยพระพรของพระจิตเจ้า ประชาชนที่พูดภาษาต่างกัน ต่างก็เรียนรู้ที่จะยืนยันความเชื่อเดียวกัน ร่วมใจกันสรรเสริญองค์พระเจ้าเดียวกัน นี่แหละที่เป็นอัศจรรย์ที่แท้จริงของวันพระจิตเสด็จลงมาและก็ยังเป็นอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นทุกๆวันในพระศาสนจักรของพระคริสตเจ้า

สวัสดี...พ่อวีรศักดิ์