Get Adobe Flash player

บุคลากร

องค์กรต่างๆ

ติดต่อสอบถาม

Link คาทอลิก

Who's online

We have 13 guests and no members online

2018-10-07 ข้อคิดอาทิตย์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา ปี B

ข้อคิดอาทิตย์ที่ 27 เทศกาลธรรมดาปีB

มก10: 2-16เมื่อแรกสร้างโลกนั้นพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นชายและหญิงดังนั้นชายจะละบิดามารดาและชายหญิงจะเป็นเนื้อเดียวกันเขาจะไม่เป็นสองอีกต่อไปแต่เป็นเนื้อเดียวกันดังนั้นสิ่งที่พระเจ้าทรงรวมกันไว้มนุษย์อย่าแยกเลย...

ศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการแต่งงานเป็นการผูกมัดที่จะแยกออกจากกันไม่ได้ในแผนการและพระประสงค์ของพระเจ้า...ทุกวันนี้การแต่งงานเป็นสถาบันที่ตั้งอยู่บนค่านิยมแห่งความรักความเป็นหนึ่งเดียวและการพึ่งพาอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกันแต่ว่าเปราะบางมากๆแตกสลายได้ง่าย...อย่างไรก็ตามมีพระเจ้าคอยสนับสนุนให้ความช่วยเหลือด้วยพระหรรษทานของพระองค์ซึ่งสามารถทำให้ความเป็นหนึ่งเดียวกันนี้อยู่ได้อย่างยั่งยืนตลอดชีวิต

ข้อคิด...หนังสือปฐมกาลได้พูดถึงสถาบันของการแต่งงานในสองบริบทด้วยกัน...ในบริบทแรก(ปฐก1: 26-28) ซึ่งมองดูการแต่งงานว่าเป็นวิธีการอย่างหนึ่งของการสืบทอดวงศ์ตระกูล... ส่วนในบริบทที่สอง(ปฐก2: 18-24) ซึ่งเป็นบทอ่านที่หนึ่งมองดูการแต่งงานว่าเป็นเหมือนการพบปะกันของความต้องการของเรามนุษย์ที่จะใช้ชีวิตอย่างเป็นเพื่อนร่วมโชคชะตาเดียวกันและอย่างเท่าเทียมเสมอกัน

พื้นฐานของของหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ(ฉธบ24: 1-4) ชาวฟาริสีได้อนุญาติให้สามีหย่ากับภรรยาของตนด้วยสาเหตุของ“การประพฤติตนอย่างไม่เหมาะสมของหญิง”  โดยเรียกร้องให้ไปดูในหนังสือปฐมกาล(1: 27; 2: 24)…และพระเยซูเจ้าได้ทรงเน้นถึงเอกภาพที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยการแต่งงานซึ่งห้ามมิให้ทำลายข้อผูกมัดของการแต่งงานเพื่อให้แลเห็นว่าการแต่งงานใหม่หลังจากที่ได้ทำการหย่าร้างแล้วก็จะกลายเป็นเรื่องของการล่วงประเวณีไปพระเยซูเจ้าได้ทรงทิ้งท้ายให้เราเห็นว่าการแต่งงานที่เป็นอุดมคตินั้นควรจะต้องเป็นเช่นไรและนี่คงมิได้หมายความว่าพระเยซูเจ้าจะมิได้ทรงมีจิตสำนึกว่าอาจจมีปัญหาเกิดขึ้นในการใช้ชีวิตตามอุดมคตินั้น

ในชีวิตที่กำลังเริ่มต้นเมื่อเรายังเป็นเด็กเล็กๆอยู่เรามีความต้องการอาศัยคนอื่นถ้าหากเราต้องการให้มีชีวิตอยู่รอดและในชีวิตที่กำลังจะจบลงเราก็ยังมีความต้องการอาศัยคนอื่นเช่นกันและในระหว่างชีวิตของเรามนุษย์ทั้งสองช่วงนี้เราก็ยังคงต้องการอาศัยคนอื่นอีกเหมือนกันโดยอาศัยครอบครัวและสังคม

พระคัมภีร์ได้บอกเราว่า  “ไม่ดีที่เรามนุษย์จะอยู่คนเดียว” บางครั้งก็เป็นเรื่องที่ดีและจำเป็นที่เราจะอยู่คนเดียวแต่คงไม่ใช่ตลอดไปทั้งชีวิตของเราเพราะ“มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” ลำพังตัวเราเองเราก็ยังมิได้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ความเป็นมนุษย์ไม่สามารถหามาได้ในความโดดเดี่ยวเราต้องการคนอื่นในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อทำให้ความเป็นมนุษย์ของเราสมบูรณ์ขึ้นการรู้สึกว่าเรามีความต้องการเช่นนี้มิได้เป็นเครื่องหมายของความขาดตกบกพร่องทางกายภาพหรือทางจิตใจแต่ว่าเป็นเครื่องหมายของการมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและจิต...ความผิดปรกติของเรามนุษย์เป็นเหมือนเงื่อนไขอย่างหนึ่งที่คนเราไม่สามารถติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นได้คนที่ฆ่าตัวตายบ่อยๆมักจะเป็นคนที่พลัดตกลงไปอยู่ในความโดดเดี่ยว

การถูกทอดทิ้งหรือการถูกโดดเดี่ยวเป็นเงื่อนไขที่เจ็บปวดมากที่สุดอย่างหนึ่งของเรามนุษย์อันเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเราหันมาหาตัวเองอย่างเดียวอันจะนำไปสู่ความรุนแรงและ/หรือหันไปพึ่งยาเสพย์ติดและ/หรือของมึนเมา...ส่วนความกลัวความอายและการรู้สึกว่าตัวเองผิดทำให้คนเราต้องการอยู่คนเดียว

ณเวลาแรกเริ่มของการสร้างโลกพระเจ้าทรงให้สัตว์เดรัจฉานเป็นเพื่อนของอาดัมแต่ก็ยังไม่สามารถเป็นที่ถูกใจว่าสัตว์เหล่านั้นเป็นเพื่อนชีวิตที่เหมาะสมกับตนเอง...ได้มีการทำการสำรวจดูผู้สูงอายุในประเทศสหรัฐอเมริกาว่าใคร/อะไรเป็นผู้ที่ใกล้ชิดที่สุดกับพวกมนุษย์...ก็ได้รับคำตอบจากสองในสามคนว่าเป็นสัตว์เลี้ยงสุนัข/แมว”...ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเสียจริงๆ

แล้วนั้นพระเจ้าได้ทรงประทาน“หญิงคนหนึ่ง” ชื่อ“เอวา” ให้“อาดัม” ทันทีที่“อาดัม” เห็น“เอวาก็ยอมรับว่านางคนนั้นเหมาะที่จะเป็นเพื่อนร่วมชีวิตของตนนางได้ถูกสร้างขึ้นจากองค์ประกอบเดียวกันกับตนมีศักดิ์ศรีเช่นเดียวกันกับตนและเป็นอะไรที่เท่าเทียมเสมอกันกับตน...หมู่คณะที่แท้จริงสามารถถูกสร้างขึ้นได้ด้วยอะไรที่เท่าเทียมเสมอกัน

ในการแต่งงานพระเจ้าได้ทรงสนองตอบความต้องการของเรามนุษย์ด้วยมิตรภาพความเป็นเพื่อนกันความใกล้ชิดและความอบอุ่นและสิ่งอื่นๆทั้งหลายที่มนุษย์เราอยากจะได้แต่ก็พบได้ยากลำบากมาก...สิ่งต่างๆที่ว่ามานี้เรามนุษย์สามารถพบได้เมื่อเราประกอบกันขึ้นเป็นสังคมหมู่คณะและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้าพระผู้สร้างและเราก็จะไม่ถูกโดดเดี่ยว

เมื่อมนุษย์เราแต่งงานกันเขาทั้งสองก็นำออกมาซึ่งพลังต่างๆของพวกเขาแต่ในขณะเดียวกันก็นำเอาความอ่อนแอต่างๆของพวกเขาออกมาด้วยพวกเราทุกคนมีบาดแผลด้วยบาปและความเห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งนั้นการเข้าสู่การแต่งงานก็คือการเข้าสู่โรงเรียนแห่งความรัก...โรงเรียนที่เราท่านทั้งหลายจะเป็นผู้เรียนรู้อย่างช้าๆความสัมพันธ์ที่ทั้งสองคนประทับตรากันไว้วันที่แต่งงานกันมิได้เป็นอะไรที่แตกหักไม่ได้แต่เป็นอะไรที่เป็นแบบมนุษย์และเปราะบางดังนั้นจึงแตกหักได้ความสัมพันธ์ที่แตกหักไม่ได้นั้นคือความสัมพันธ์ที่พระเจ้าได้ทรงทำกับเราในองค์พระคริสตเจ้า

อะไรที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของชีวิตแต่งงานอ่อนแอลง?...การขาดความเคารพซึ่งกันและกันการที่ไม่ค่อยได้สื่อสารกันความเห็นแก่ตัวและเหนือสิ่งอื่นใดก็คือความไม่ซื่อสัตย์ต่อกันส่วนสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ของชีวิตแต่งงานมีพลังเข้มแข็งขึ้นก็คือการให้เกียรติเคารพซึ่งกันและกันการสื่อสารที่ดีความไม่เห็นแก่ตัวและความซื่อสัตย์ต่อกัน

ความสัมพันธ์ต่อกันและกันเป็นอะไรที่คู่แต่งงานที่จะต้องช่วยกันสานต่อไปเรื่อยๆตลอดชีวิต...เราไม่ควรจะต้องกลัวที่จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่นถ้าจะต้องพบกับความยากลำบากในชีวิตแต่งงานคู่แต่งงานจะต้องแน่วแน่ที่จะไม่ยอมให้ความสำเร็จในเรื่องของเศรษฐกิจอยู่เหนือและมาก่อนชีวิตแต่งงานและบรรดาลูกๆของพวกเขา

การไม่หย่าร้างกันเป็นเรื่องที่จะต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่สุดกำลังจากทุกๆฝ่ายในสังคมเพื่อเห็นแก่ประโยชน์สำหรับบรรดาลูกที่จะต้องได้รับการเลี้ยงดูและเอาใจใส่ดูแลเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่าบรรดาสัตว์อื่นๆทั้งหลายเพื่อกลายเป็นสังคมที่ดีที่น่าอยู่ในอนาคต

สวัสดี...พ่อวีรศักดิ์