Get Adobe Flash player

บุคลากร

องค์กรต่างๆ

ติดต่อสอบถาม

Link คาทอลิก

Who's online

We have 23 guests and no members online

2018-09-30 ข้อคิดอาทิตย์ที่ 26 เทศกาลธรรมดา ปี B

ข้อคิดอาทิตย์ที่26  เทศกาลธรรมดาปีB

มก9: 38-43. 45. 47-48...ผู้ใดเป็นเหตุให้คนธรรมดาที่มีความเชื่อเหล่านี้ทำบาปถ้าเขาจะถูกผูกคอด้วยหินโม่ใหญ่ถ่วงในทะเลก็ยังจะดีกว่า...และผู้ใดให้น้ำท่านดื่มเพียงแก้วหนึ่งเพราะท่านเป็นคนของพระคริสตเจ้าเราบอกความจริงกับท่านว่าเขาจะได้บำเหน็จรางวัลอย่างแน่นอน

        ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการสมัยใหม่ได้ช่วยนำให้เรามนุษย์เข้าใกล้กันอย่างรวดเร็วมากกว่าแต่ก่อนอันทำให้เราแต่ละคนได้รับผลกระทบซึ่งกันและกันในเกือบทุกๆด้านด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงทรงต้องการให้พวกเราหลีกเลี่ยงการเป็นที่สะดุดหรือทำให้เพื่อนพี่น้องต้องหลงเดินไปในทางที่ผิด

        ข้อคิด...จากบทอ่านที่หนึ่ง(กดว11: 25-29) กล่าวถึงสถาบันแห่งผู้อาวุโส72 ท่านซึ่งเป็นผู้ช่วยโมเสสในการปกครองชนชาวอิสราเอลท่านเหล่านี้ได้รับจิตวิญญาณแห่งความเป็นผู้นำและความเป็นประกาศกซึ่งพระเจ้าได้ทรงประทานให้กับโมเสสสาระสำคัญของบทอ่านในวันนี้คือการเลือกสรรของพระเจ้ามิใช่เป็นความดีความชอบส่วนบุคคลที่จะต้องหวงแหนไว้สำหรบตนเองอย่างน่าอิจฉาแต่ว่าเป็นกระแสเรียกเพื่อให้รับใช้พระเจ้าและประชากรของพระองค์

          จากเนื้อหาสาระของบทอ่านที่หนึ่งก็จะนำเข้าสู่เนื้อหาสาระของพระวรสาร...พระเยซูเจ้าทรงกล่าวถึง“นรก” และเปรียบนรกว่าเป็นเหมือน“เกเฮ็นนา” ซึ่งเป็นหุบเขาลึกใกล้กรุงเยรูซาเล็มเป็นที่ทิ้งขยะสำหรับเผาอันหมายถึงเป็นสถานที่ทรมานอันโหดร้ายสำหรับคนที่เป็นเหตุให้คนธรรมดาที่มีความเชื่อทำบาป...นอกนั้นคนประเภทนี้ก็สมควรจะถูกผูกคอด้วยหินโม่ถ่วงทิ้งลงทะเลด้วย...คำเตือนของพระเยซูเจ้าในพระวรสารวันนี้ก่อนอื่นหมดก็น่าจะพุ่งเป้าไปที่บรรดาผู้นำทางศาสนาและของสังคมหมู่คณะและในอันดับถัดไปก็น่าจะเป็นพวกอัครสาวกและบรรดาศิษย์ของพระองค์...พระบัญชาของพระเยซูเจ้าให้ต้อนรับเด็กเล็กๆและไม่ให้ทำอะไรอันเป็นที่สะดุดต่อพวกเขาเป็นอะไรที่เน้นย้ำถึงการเข้าสู่พระอาณาจักรพระเจ้า

          โดยปรกติแล้วพระวรสารมักจะให้ข้อคิดข้อปฏิบัติที่สำคัญๆสำหรับพวกเราคริสตชนเช่น

1. ศิษย์ของพระเยซูเจ้าพยายามที่จะห้ามปรามชายคนหนึ่งซึ่งกำลังขับไล่ปีศาจเดชะพระนามของพระองค์...ทำไมถึงเป็นเช่นนี้...ก็เพราะว่าพวกศิษย์อิจฉาตาร้อนที่เฉพาะพวกตนมิใช่หรือที่มีความสัมพันธ์พิเศษกับพระองค์เท่านั้น(คล้ายๆกับบทอ่านที่หนึ่ง) พวกเราคงจะจำได้ถึงท่าทีที่แสดงให้เห็นถึงความใจแคบที่เราคริสตชนคาทอลิกมีต่อคริสตชนนิกายอื่นๆก่อนสภาสังคายนาวาติกันที่สอง

แต่ว่าพระเยซูเจ้าได้ทรงกล่าวกับพวกศิษย์ว่า“อย่าห้ามเขาเลยเพราะเขาคนนั้นก็กระทำในนามของพระองค์ซึ่งก็หมายความว่าเขาคนนั้นก็มิได้ต่อต้านพระองค์ในกรณีเช่นนี้พระเยซูเจ้าได้ให้บทเรียนแก่ศิษย์ของพระองค์ว่าควรจะต้องมีใจเปิดกว้างและอดทนเราคริสตชนคาทอลิกต้องคิดอยู่เสมอว่าเรามิได้ผูกขาดพระเยซูเจ้าสำหรับพวกเราแต่พวกเดียว

มีหลายๆคนรู้สึกไม่สบายใจกับพระพรหรือความสำเร็จของคนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอื่นที่มีพระพรหรือความสามารถที่สูงกว่าและแตกต่างไปจากเราซึ่งจริงๆแล้วมิได้เป็นการลดตัวเราให้ด้อยลงตรงข้ามกลับทำให้ตัวเราร่ำรวยมั่งคั่งขึ้นต้องอย่าลืมว่าพระเจ้าทรงประทานพระพรของพระองค์ให้กับเรามนุษย์แต่ละคนอย่างอิสระเสรีความรับผิดชอบของเราก็คือรู้จักตอบรับและต้อนรับพระพรต่างๆเหล่านั้นด้วยความขอบคุณพระเจ้า

2. พระเยซูเจ้าได้ทรงกล่าวว่าใครก็ตามที่ให้น้ำเย็นๆแก้วหนึ่งแก่คนเล็กๆก็จะได้รับรางวัลเป็นการตอบแทนน้ำเย็นๆแก้วหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพฤติกรรมเล็กๆน้อยๆพวกเราน้อยครั้งมากที่จะได้รับโอกาสทำพฤติกรรมใหญ่ๆโตๆแต่โอกาสที่เราจะให้น้ำดื่มสักแก้วหนึ่งหรือทำอะไรเล็กๆน้อยๆช่วยเหลือคนอื่นในแต่ละวันนั้นทำได้มากมายหลายๆครั้ง...พฤติกรรมเล็กๆน้อยๆแห่งความใจดีสามารถเปลี่ยนความร้อนให้เป็นความเย็นชื่นใจสำหรับเพื่อนพี่น้องพฤติกรรมไม่จำเป็นจะต้องเป็นอะไรที่ใหญ่โตในการที่จะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับคนที่รับ...พฤติกรรมทุกพฤติกรรมแม้ว่าจะเล็กน้อยแต่มาจากหัวใจผู้รับจะรู้สึกอบอุ่น

   3. ต่อจากนั้นพระเยซูเจ้าได้ทรงพูดถึงสาเหตุต่างๆของบาปในตัวของเราเองซึ่งก็อาจจะซ่อนอยู่ในตัวของเราเองดังนั้นโอกาสของบาปจำเป็นจะต้องหาทางหลีกเลี่ยงให้ถึงที่สุดพระเยซูเจ้าจึงทรงเร่งรัดให้ผู้ฟังพระวาจาของพระองค์ทำการเสียสละอย่างมากๆเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงบาปถึงขนาดยอมตัดแขนขาหรือยอมควักลูกตาออกในกรณีนี้พระเยซูเจ้าทรงต้องการที่จะบอกเราว่าบาปหนักควรจะต้องหลีกเลี่ยงอย่างที่สุด...เราควรจะต้องเตรียมตัวที่จะยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อขจัดความชั่วร้ายต่างๆให้ออกไปจากตัวเองสำหรับจะได้เข้าสู่พระอาณาจักรพระเจ้า

ส่วนในบทอ่านที่สองจากจดหมายของนักบุญยากอบ(ยก5: 1-6)ก็พูดถึงเรื่องของการสะสมทรัพย์สมบัติอันสามารถเป็นสาเหตุของความชั่วร้ายต่างๆหลายๆอย่างด้วยกันเช่นการไม่ยอมจ่ายค่าจ้างการใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยโดยละเลยคนที่ยากจนน่าสงสารฯลฯและสามารถเป็นที่สะดุดได้...เราคริสตชนต้องอย่าลืมว่าทรัพย์สมบัติเป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่งของเราแต่ละคน...คนที่มีทรัพย์สมบัติจะต้องถูกพิพากษาในสองเรื่องด้วยกันคือพวกเขาได้ทรัพย์สมบัติมาอย่างไรและพวกเขาได้ใช้ทรัพย์สมบัตินั้นอย่างไร...

สวัสดี...พ่อวีรศักดิ์