Get Adobe Flash player

บุคลากร

องค์กรต่างๆ

ติดต่อสอบถาม

Link คาทอลิก

Who's online

We have 4 guests and no members online

2019-01-06 ข้อคิดวันสมโภชพระคริสตเจ้าทรงแสดงองค์ ปี C

ข้อคิดวันสมโภชพระคริสตเจ้าทรงแสดงองค์ ปี C

        มธ2: 1-12พวกเราได้เห็นดาวประจำพระองค์ขึ้นจึงพร้อมใจกันมาเพื่อนมัสการพระองค์...

        พญาสามองค์เฝ้าตามหาพระกุมารเจ้าและเมื่อท่านได้พบพระองค์แล้วท่านได้กราบไหว้นมัสการพระองค์และได้ถวายของกำนัลแด่พระองค์ผู้คนนับแสนนับล้านได้เดินตามแบบอย่างของพญาสามองค์ซึงเฝ้าตามหาองค์พระเจ้าเที่ยงแท้เราเป็นคนหนึ่งที่โชคดีแต่ในผู้คนเหล่านั้นเพราะทุกๆครั้งที่เรามาร่วมในพิธีบูชาขอบพระคุณเราก็ได้พบและต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าในศีลมหาสนิทในพิธีบูชาขอบพระคุณ

        ข้อคิด...นักบุญมัทธิวได้นำเสนอให้เห็นถึงการเผยแสดงของพระเจ้าในหลายวิธีที่แตกต่างกันแต่ก็มีพระประสงค์เดียวกันคือให้พระบุตรพระเจ้าองค์พระวจนาตถ์ที่มาบังเกิดเป็นมนุษย์เป็นที่รู้จักและได้รับการต้อนรับจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและเพื่อให้มนุษยชาติได้มาเป็นครอบครัวเดียวกันโดยให้นมัสการและรับใช้พระเจ้าองค์เดียวกัน...ชนชาวยิวซึ่งมีพระคัมภีร์ที่ได้ค่อยๆเผยแสดงการเสด็จมาของพระองค์กลับปฏิเสธพระเยซูเจ้าขณะที่ชนต่างศาสนาโดยการนำของดวงดาวได้มาค้นหาพระกุมารและเมื่อพบแล้วก็ได้กราบไหว้นมัสการพระองค์

          ความปรารถนาอันแรงกล้าของพระเยซูเจ้าผู้สถาปนาพระศาสนจักรและความปรารถนาของพระศาสนจักรเองในทุกยุคทุกสมัยก็คือความต้องการให้มนุษยชาติมีเอกภาพสากลภาพและสันติภาพที่แท้จริงและได้มาเป็นครอบครัวเดียวกัน

          ตามความในพระคัมภีร์มนุษย์คนแรกที่ได้เชื่อในสากลภาพคือท่านอับราฮัมบิดาแห่งความเชื่อของผู้เชื่อทั้งหลายพระเจ้าได้ทรงสัญญากับท่านไว้ว่าในวันหนึ่งข้างหน้าบรรดาประชาชาติต่างๆจะมาร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพงศ์พันธุ์ของท่าน...และท่านก็ได้เชื่อประชาชาติอิสราแอลได้รับมอบหมายจากพระเจ้าให้เป็นผู้รวบรวมประชากรทั้งหลาย  ให้เป็นหนึ่งเดียวกันในพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมและดังนี้พระสัญญาแห่งสากลภาพก็จะบรรลุถึงความสำเร็จ

          แต่ว่าชาวอิสราแอลได้เชื่ออย่างผิดๆว่าพวกเขาสามารถสร้างเอกภาพดังกล่าวขึ้นมาได้ด้วยการปฏิบัติตามกฎระเบียบอะไรบางอย่างเช่นการถือธรรมบัญญัติการถือวันสับบาโต  การเข้าสุหนัตฯลฯแต่ว่าจะเป็นความเชื่อของท่านอับราฮัมต่างหากที่จะสามารถรวบรวมชนชาติทุกภาษาให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้

          การประกาศว่าจะต้องมีประชากรใหม่ของพระเจ้าที่ไม่จำกัดเชื้อชาตินั้นได้รับการตระเตรียมล่วงหน้าในประชากรเลือกสรรและได้สำเร็จเป็นไปในองค์พระคริสตเจ้าเพราะในแผนการของพระบิดาเจ้าเป็นพระเจ้าเองที่จะทรงรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในองค์พระเยซูคริสตเจ้า(อฟ1: 9-10) และทุกสิ่งที่แตกแยกกันออกไปก็จะพบเอกภาพในพระองค์(อฟ3:6)

          โดยการเรียกปราชญ์หรือพญาสามองค์จากแดนตะวันออกพระเจ้าได้เริ่มรวบรวมประชากรเพื่อที่จะสรรสร้างให้เป็นครอบครัวใหญ่ของมนุษยชาติ…และการดังกล่าวจะสำเร็จลงอย่างบริบูรณ์ก็ต่อเมื่อความเชื่อศรัทธาในองค์พระเยซูคริสต์จะทำให้กำแพงที่กั้นมนุษย์มิให้รวมกันจะได้พังสลายไปและเมื่อนั้นแหละที่มนุษย์แต่ละคนจะมีจิตสำนึกว่าพวกเขาคือบุตรพระเจ้าซึ่งได้รับการไถ่จากพระคริสต์อย่างเท่าเทียมกันและเป็นพี่น้องกัน

          ตลอดระยะเวลามายาวนานพระศาสนจักรได้ตระหนักและได้เป็นองค์พยานสำหรับการเรียกอันมีลักษณะสากลนี้คือการเรียกมนุษย์ทุกคนให้ไปสู่การช่วยให้รอดพ้นโดยอาศัยผลงานแห่งการสร้างเอกภาพของพระคริสตเจ้าด้วยการสิ้นพระชนม์ที่ไม้กางเขน

          ดังนั้นภาพนิมิตสุดท้ายของพระธรรมใหม่ในหนังสือวิวรณ์จึงมีความหมายมาก(วว. 7: 4-12; 15: 3-4; 21: 24-26) คือชนทุกชาติทุกภาษาจะมากราบไหว้นมัสการพระเจ้าผู้เป็นกษัตริย์แห่งชนชาติทั้งหลายพวกเขาจะพักอาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเลมใหม่และในกรุงเยรูซาเลมใหม่นี้ครอบครัวของมนุษยชาติจะพบกับเอกภาพที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง

          เวลาที่เราพูดถึงเรื่อง“เอกภาพ” ก็เสี่ยงที่จะทำให้เข้าใจผิดได้ง่ายๆเพราะบ่อยๆเรามักจะเข้าใจว่า“เอกภาพ” คือการที่ต้องมีอะไรเหมือนๆกันหมด  นั่นก็คือต้องขจัดความแตกต่างในแต่ละคนให้หมดสิ้นไปโดยให้แต่ละคนเท่าเสมอกันหมดความคิดดังกล่าวนี้มิใช่เป็นความคิดที่ถูกต้องเลยเพราะว่าความแตกต่างกันและความหลายหลากของอุปนิสัยของแต่ละชาติคือความมั่งคั่งของมนุษยชาติเช่นเดียวกันสำหรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระ-ศาสนจักรต้องเป็นหนึ่งเดียวและสากลนั้น  ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไม่มีวิธีการที่แตกต่างกันออกไปสำหรับจะเจริญชีวิตด้วยความเชื่ออย่างเดียวกัน

          คริสตชนที่แท้จริงจะต้องไม่ปฏิเสธความแปลกใหม่และการเปลี่ยนแปลงแต่ก่อนอื่นเขาจะต้องทำการพิสูจน์ว่าสิ่งแปลกใหม่เหล่านั้นจะต้องไม่ใช่มิติใหม่หรือเนื้อหาใหม่ของความเชื่อในพระองค์พระคริสตเจ้าเท่านั้น  ประสบการณ์ต่างๆมากมายในปัจจุบันนี้ซึ่งหลายๆครั้งอาจจะเป็นที่สะดุดสำหรับคนบางประเภท  แต่ว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นยาชุบชูกำลังให้กับชีวิตของพระศาสนจักร  พระคริสตเจ้าให้บทเรียนแต่เพียงบทเดียวแก่เราว่าจงรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดดวงใจและจงรักผู้อื่นเหมือนรักตัวเอง(เทียบยน13:34) ในบทเรียนบทนี้ที่เราจะพบความหมายและทิศทางในการติดตามองค์พระเยซูเจ้า...นี่แหละที่เป็นดาวดวงนั้นที่เราจะต้องเฝ้าติดตามสำหรับจะบรรลุถึงเป้าหมายและเอกภาพที่แท้จริง

    สวัสดี...พ่อวีรศักดิ์