Get Adobe Flash player

บุคลากร

องค์กรต่างๆ

ติดต่อสอบถาม

Link คาทอลิก

Who's online

We have 10 guests and no members online

2019-04-07 ข้อคิดอาทิตย์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต ปี C

ข้อคิดอาทิตย์ที่ 5เทศกาลมหาพรตปี C

ยน8: 1-11นางเอ๋ย...เราก็ไม่ลงโทษเจ้าด้วย...ไปเถิดและตั้งแต่นี้ไปอย่าทำบาปอีก...

เราซึ่งเป็นคนบาปบางทีเราก็ยังอยากขว้างก้อนหินปรับโทษเพื่อนพี่น้องของเราอยู่...ดังนั้นขณะที่เรากำลังพิจารณาดูบาปความผิดของเราอยู่ในขณะนี้ต่อหน้าแท่นบูชาขององค์พระเยซูคริสตเจ้าเราอาจจะจำได้ว่าเราเคยได้ตัดสินหรือเข้าใจผิดต่อเพื่อนพี่น้องของเราอย่างใจร้ายเกินเหตุและอย่างไม่เป็นธรรม...ก็ขอให้เราได้ทูลขออภัยจากพระเจ้าและจากองค์พระเยซูเจ้าด้วยจิตสำนึกแห่งความเป็นคนบาปของเรา

ข้อคิด...ไม่มีใครสมควรจะโดนตัดสินลงโทษมากไปกว่าคนที่หลอกตัวเองว่าเป็นผู้ชอบธรรม...เมื่อคนอื่นเกิดเรื่องอะไรขึ้นเขาคนนั้นจะต้องใช้มาตรฐานที่สูงส่งสำหรับจะว่ากล่าวลงโทษพลางมีข้อเรียกร้องมากมายไม่ยอมรับข้อแก้ตัวใดๆทั้งสิ้นจากคนๆนั้นไม่มีการยกเว้นและทนไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น...แต่เมื่อเรื่องเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับตัวเองเขาก็จะทำเป็นตาบอดมองไม่เห็นความผิดของตนเองและให้อภัยตัวเองได้อย่างง่ายๆ

ในทางกลับกันก็ไม่มีใครที่จะมีเมตตาธรรมและเข้าใจคนอื่นมากไปกว่าคนที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นคนดีจริงๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์พระเยซูเจ้าเองซึ่งเราได้เห็นตัวอย่างอันน่าอัศจรรย์นี้ในพฤติกรรมที่พระองค์ได้ทรงแสดงต่อหญิงคนบาปคนนั้นที่ถูกจับได้ขณะล่วงประเวณีในพระวรสารที่เราเพิ่งได้ยินได้ฟังเมื่อสักครู่นี้...และนอกจากนั้นก็ยังมีบรรดานักบุญซึ่งเราสามารถพบเห็นตัวอย่างได้ในชีวิตของพวกท่าน

หญิงคนบาปคนนั้นถูกจับได้และจะต้องโดนลงโทษเอาหินทุ่มจนตายตามบทบัญญัติของโมเสสก็เพียงเพราะได้ล่วงประเวณีแต่ว่าณที่เกิดเหตุการณ์และณที่นี้ในวัดของเราก็อาจจะยังมีบาปอื่นๆอีกมากมายและอาจจะเป็นบาปหนักๆและร้ายแรงกว่าด้วยของคนที่กำลังคิดจะเอาหินทุ่มหญิงคนนั้นและของพวกเรา

มีบาปที่น่าเกลียดน่าชังอย่างอื่นๆที่คงจะได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกันจากพวกคัมภีรจารย์และพวกฟาริสีพวกเขาได้ทำการประจานนางให้ได้รับความอับอายอย่างสุดๆเป็นความอับอายต่อหน้าสาธารณชนเราคงได้ยินได้ฟังหรือได้เห็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือในโทรทัศน์ว่าหลายๆคนได้ยอมฆ่าตัวตายดีกว่าจะต้องโดนประจานให้อับอายขายหน้าทำให้เสียศักดิ์ศรี...บรรดาธรรมาจารย์และพวกฟาริสีไม่ได้แสดงออกให้เห็นถึงความรู้สึกของคนอื่นในเรื่องนี้เลยหรือแม้จะปฏิบัติต่อคนอื่นในฐานะที่เป็นมนุษย์เหมือนๆกับพวกเขาหญิงคนบาปคนนั้นคงจะเป็นใครบางคนที่พวกเขาคิดว่าสามารถใช้เป็นกับดักสำหรับจับผิดพระเยซูเจ้าได้การใช้บุคคลอื่นในลักษณะเช่นนี้จะต้องได้รับการประณามมากกว่าเสียอีก

นอกจากนั้นยังมีบาปที่ได้เกิดขึ้นในท่าทีของพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีที่มีต่อพระเยซูเจ้าอีกด้วยพวกเขากำลังดำเนินตามหนทางแห่งความมืดบอดพวกเขามีแต่เป้าหมายเดียวคือต้องการกำจัดพระองค์เท่านั้นซึ่งเท่ากับว่าพวกเขาได้ทำการฆาตกรรมพระเยซูเจ้าทางความคิดแล้วก่อนที่จะลงมือทำจริงๆ

แม้ว่าพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีได้ทำการประจานและได้ทำให้หญิงคนบาปคนนั้นได้รับความอับอายขายหน้าและได้คิดจะฆาตกรรมพระเยซูเจ้า...แต่ในเวลาเดียวกันก็มีอะไรที่น่าทึ่งและอ่อนโยนอย่างยิ่งในท่าทีของพระเยซูเจ้าที่แสดงออกต่อพวกเขาพระองค์มิได้ตัดสินลงโทษพวกเขาแต่พระองค์ได้ทรงเปิดโปงพวกเขาพระองค์ไม่ได้ประจานพวกเขาต่อหน้าสาธารณชนพระองค์มิได้ทำการตัดสินพวกเขาด้วยซ้ำไปตรงข้ามพระองค์ได้เชื้อเชิญพวกเขาให้ตัดสินตัวพวกเขาเอง...แทนที่พระองค์จะตอบคำถามของพวกเขาอย่างตรงไปตรงมาพระองค์ได้เริ่มเขียนอะไรบางอย่างบนพื้นดินพระองค์ทรงกระทำเช่นนี้เพื่อให้พวกเขาได้มีเวลาไตร่ตรองพิจารณามโนธรรมของพวกเขาเองถึงสิ่งที่พวกเขากำลังทำและที่ได้ทำลงไป

นี่ทำให้เราได้แลเห็นอะไรบางอย่างในท่าทีสองแบบที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดของพฤติกรรมที่ปฏิบัติต่อหญิงคนบาปคือของพวกฟาริสีและของพระเยซูเจ้า...พระเยซูเจ้าปฏิเสธที่จะลงโทษนางพระองค์บอกให้นางได้แก้ไขพฤติกรรมของนางเสียใหม่และได้ทรงกระทำอย่างอ่อนโยนด้วย...วิธีเข้าหาของพระองค์ดูคล้ายกับหมอที่ทำการผ่าตัดที่ดีโดยประสานความสุภาพอ่อนโยนและความนุ่มนวลเข้าด้วยกันขณะที่ทำการผ่าตัดเพราะพันธกิจของพระเยซูเจ้าคือความรักเมตตาสงสารและการให้อภัยมิใช่การตัดสินและการลงโทษพระองค์มิได้เสด็จมาเพื่อประจานความผิดของประชาชนแต่มาเพื่อรักษาบาดแผลใจและกายให้หาย

เป็นเรื่องง่ายที่จะกล่าวโทษคนอื่นเราทุกคนจะต้องเรียนรู้จากแบบอย่างของพระเยซูเจ้าที่จะไม่กล่าวโทษผู้อื่นพฤติกรรมที่จะกล่าวโทษคนอื่นนั้นย่อมเป็นบาปชนิดหนึ่ง...แน่นอนเวลานั้นเป็นเวลาที่จะใช้แก้ไขคนอื่นแต่ต้องทำอย่างมีศิลปะ...คือต้องทำด้วยใจรักและเมตตาสงสารแต่ก็ต้องตรงไปตรงมาด้วยโดยไม่มีผลประโยชน์อื่นใดแอบแฝงนอกจากให้เขาได้กลับใจเป็นคนดี

แน่นอนไม่มีอะไรที่จะมีความสำคัญในชีวิตมากไปกว่าการแสดงออกซึ่งความรักเมตตาสงสารต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

...ใครที่ไม่มีบาปก็ขอให้เขาได้ทุ่มหินเป็นคนแรกนี่เป็นคุณค่าของชีวิตถ้าหากว่าเราสามารถพูดได้เช่นนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งพูดกับตัวเอง...

สวัสดี...พ่อวีรศักดิ์