Get Adobe Flash player

บุคลากร

องค์กรต่างๆ

ติดต่อสอบถาม

Link คาทอลิก

Who's online

We have 15 guests and no members online

2019-08-25 ข้อคิดวันอาทิตย์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา ปี C

ข้อคิดวันอาทิตย์ที่21 เทศกาลธรรมดาปีC

ลก13:22-30...จงพยายามเข้าทางประตูแคบเพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่าหลายคนพยายามจะเข้าไปแต่จะเข้าไม่ได้...กลับถูกไล่ออกไปข้างนอก

พระเยซูเจ้าตรัสว่าจะมีคนจากทิศตะวันออกและทิศตะวันตกทิศเหนือและทิศใต้มานั่งร่วมโต๊ะในพระอาณาจักรของพระเจ้า”...เราได้มาที่บ้านพระแห่งนี้จากที่ต่างๆกัน...ให้เราได้ขอบพระคุณพระเจ้าและวอนขอพระองค์ให้เราได้เป็นผู้เหมาะสมสำหรับจะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระองค์

ข้อคิด...มีชายคนหนึ่งเข้ามาทูลถามพระเยซูเจ้าว่า“มีน้อยคนใช่ไหมที่เอาตัวรอด?”...ชายคนนั้นน่าจะเป็นชาวยิวซึ่งคาดหวังจะได้รับคำตอบว่าเฉพาะชาวยิวเท่านั้นที่จะสามารถเข้าพระอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้ส่วนคนต่างศาสนาไม่มีสิทธิ์

พระเยซูเจ้าได้ทรงหยิบยกเอาคำถามของชายคนนี้ขึ้นมาใช้เป็นคำเตือนสำหรับคนร่วมสมัยกับพระองค์ว่า...”จงพยายามเข้าทางประตูแคบเพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่าหลายคนพยายามจะเข้าไปแต่จะเข้าไม่ได้...พระองค์กำลังต้องการจะบอกกับพวกชาวยิวว่าพวกเขากำลังอยู่ในอันตรายที่จะไม่ได้เข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้าเพราะพวกเขามิได้ใส่ใจที่จะกลับใจตามคำเรียกร้องของพระองค์

เราคงเคยได้สังเกตุเห็นว่าประตูกลางของปราสาทพระราชวังหรือของคฤหาสน์ใหญ่โตหรือของโรงแรมสี่ดาวห้าดาวมักจะเป็นประตูที่กว้างใหญ่บุคคลเข้าออกได้สะดวกขอเพียงแต่ให้แต่งตัวหรูหราดูเหมือนเป็นคนมีตำแหน่งมีฐานะโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนดีมีศีลธรรมหรือมีมนุษยธรรมแต่อย่างใด

แต่ว่าในเวลาเดียวกันในอาคารใหญ่โตที่ว่านี้ก็มักจะมีประตูเล็กๆแคบๆอยู่ด้วยเสมอและเพื่อที่จะสามารถเข้าทางประตูเล็กๆแคบๆนี้ได้  จำเป็นต้องทำตัวให้เล็กให้ต่ำต้อยและต้องสลัดทิ้งสิ่งที่ทำให้ตัวรุ่มร่ามโดยไม่จำเป็นออกไปด้วย

ตัวอย่างของภาพทั้งสองคงจะช่วยให้เราได้เข้าใจสิ่งที่พระเยซูเจ้าต้องการสอนพวกเราในวันนี้เมื่อพระองค์ทรงกล่าวว่าจงพยายามเข้าทางประตูแคบ...ทั้งยังจะช่วยให้เราได้เข้าใจสิ่งที่พระองค์บอกกับผู้ที่ติดตามพระองค์ในอีกโอกาสหนึ่งว่า  ”ถ้าหากพวกท่านมิได้กลายเป็นเหมือนเด็กเล็กๆเหล่านี้ท่านจะไม่ได้เข้าสู่พระอาณาจักรเลยเพราะว่าพวกเขาสามารถทำให้ตัวเองเล็กๆและสามารถเดินผ่านที่ว่างเล็กๆแคบๆได้

เราต้องไม่ทำผิดซ้ำซากเหมือนกับคนในสมัยของพระเยซูเจ้าซึ่งคิดว่าตนมีสิทธิที่จะเข้าสู่พระอาณาจักรเมื่อใดก็ได้เพราะตนรู้จักพระเจ้ารู้จักพระบัญญัติของพระองค์แต่พระเยซูเจ้ากลับบอกว่าคนพวกนี้ว่าพวกเขานับถือพระเจ้าแต่ปากแต่ว่าจิตใจอยู่ห่างไกลจากพระเจ้า

มีกี่คนที่ได้เข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า?...คงจะมีน้อยคนซินะตามที่พวกยิวในสมัยของพระเยซูเจ้าคิดและเข้าใจ...พระอาณาจักรของพระเจ้าไม่ใช่คลับหรือสโมสรสำหรับผู้ที่เป็นสมาชิกเท่านั้นแต่ที่แน่ๆก็คือคนที่ได้รับการเตรียมตัวให้เข้าไปทางประตูแคบก็จะได้เข้าสู่พระอาณาจักร

เราจำเป็นต้องรำลึกอยู่เสมอๆว่าการเอาตัวรอดมิใช่เป็นอะไรบางอย่างที่เราสามารถหามาได้ด้วยอาศัยกำลังความสามารถของเราเอง...การเอาตัวรอดนั้นเป็นพระพรของพระเจ้าพระเยซูเจ้าได้ทรงเปิดประตูสู่พระอาณาจักรของพระเจ้าให้กับทุกๆคนไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นคนบาปหรือเป็นนักบุญซึ่งโดยอาศัยความสุภาพและการเป็นทุกข์กลับใจพวกเขาได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกที่ดีกว่าคนที่เรียกตนเองว่าเป็นคนดีมีคุณธรรมเสียอีกขอให้เราได้คิดถึงโจรที่ดีคนนั้นซึ่งได้รับการต้อนรับเข้าสู่พระอาณาจักรวินาทีสุดท้ายแห่งชีวิตของเขาเพราะเขาได้กลับใจและมีใจสุภาพที่จะยอมรับว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระบุตรพระเจ้า

แน่นอนการเอาตัวรอดเป็นพระพรจากพระเจ้าแต่นั่นก็มิได้หมายความว่าเราไม่ต้องออกแรงทำอะไรเลยเราต้องเปิดหัวใจของเราสู่พระเจ้าและสู่เพื่อนพี่น้องของเราและต้องไม่อิจฉาเพื่อนพี่น้องที่พระเจ้าได้ทรงแสดงความรักและความเมตตาต่อพวกเขานอกนั้นเราสามารถเอาตัวรอดได้ก็เพราะเราได้รับการเตรียมตัวให้เข้าไปทางประตูแคบด้วยการปลดเปลื้องความสนุกสุขสนานแบบชาวโลกออกไปจากชีวิตของเรา...ยอมรับการเฆี่ยนตีของพระเจ้าด้วยยอมทนทุกข์ยากลำบากยอมรับความเจ็บปวดตามที่จดหมายถึงชาวฮีบรูในบทอ่านที่สองได้เตือนใจเราและการที่พระเจ้าทำเช่นนั้นก็เพราะเราเป็นบุตรของพระองค์แน่นอนพระเจ้าทรงรักผู้ที่พระองค์ทรงรับไว้เป็นบุตรเพราะการเฆี่ยนตีนั้นให้ผลเป็นสันติสุขและให้ผลเป็นความชอบธรรมแก่ผู้ที่ยอมรับการเฆี่ยนตีสั่งสอนว่าเป็นการฝึกฝนตนเองเป็นการพัฒนาให้ตัวเองดีขึ้นการเฆี่ยนตีสั่งสอนของพระเจ้าเป็นการชำระล้างจิตวิญญาณของตนให้สะอาดบริสุทธิ์และช่วยเปลี่ยนนิสัยที่ไม่ดีของตนได้การเฆี่ยนตีของพระเจ้านี้เป็นอะไรบางอย่างที่จำเป็นสำหรับชีวิตของมนุษย์เพราะจะทำให้เขามีความเป็นมนุษย์มากขึ้นเป็นคนที่มีวุฒิภาวะมากขึ้นเป็นคนที่เข้าใจคนอื่นมากขึ้นและรู้จักเมตตาสงสารผู้อื่นมากขึ้น

การเฆี่ยนตีของพระเจ้าเป็นเหมือนอาหารที่จำเป็นสำหรับสร้างคริสตชนให้มีวุฒิภาวะเราต้องไม่มองการเฆี่ยนตีของพระเจ้าว่าเป็นการลงโทษของพระองค์...พระเจ้าไม่เคยลงโทษใครการที่พระเจ้ายอมให้เรามนุษย์ต้องทนทุกข์ยากลำบากก็เพราะสิ่งที่ดีๆในตัวเราจะได้เกิดจากการทนทุกข์ยากลำบากนั้นความเจ็บปวดที่เราสู้ทนจะทำให้เราได้เข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้นและเพราะในความทุกข์ยากลำบากหรือในความเจ็บปวดนั้นเราจะมีประสบการณ์แห่งฤทธิ์อำนาจและความรักของพระองค์และจะรู้จักเมตตาสงสารผู้อื่นที่ต้องทนทุกข์ยากลำบาก

การรู้จักเมตตาสงสารคนอื่นเราไม่สามารถเรียนรู้ได้โดยที่เราไม่เคยทนทุกข์ยากลำบากดังนั้นความทุกข์ยากลำบากเป็นเสมือนหนทางแคบที่พระเยซูเจ้าทรงแนะนำให้บรรดาศิษย์ของพระองค์เดินผ่านเพื่อเข้าไปสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า

สวัสดี...พ่อวีรศักดิ์