Get Adobe Flash player

บุคลากร

องค์กรต่างๆ

ติดต่อสอบถาม

Link คาทอลิก

Who's online

We have 14 guests and no members online

2019-09-29 ข้อคิดวันอาทิตย์ที่ 26 เทศกาลธรรมดา ปี C

ข้อคิดวันอาทิตย์ที่26 เทศกาลธรรมดาปีC

ลก16: 19-31...ลูกเอ๋ยจงจำไว้ว่าเมื่อยังมีชีวิตลูกได้รับแต่สิ่งดีๆส่วนลาซารัสได้รับแต่สิ่งเลวๆบัดนี้เขาได้รับการบรรเทาใจที่นี่ส่วนลูกต้องรับทรมาน...

พระเยซูเจ้าได้ทรงเล่าเรื่องอุปมาของเศรษฐีคนหนึ่งที่ไม่รู้จักแบ่งปันแม้กระทั่งเศษอาหารจากโต๊ะอาหารของตนให้กับลาซารัสคนยากจนที่กำลังจะอดตายกำลังนั่งอยู่ที่ปากประตูบ้าน...ความชั่วร้ายที่ยิ่งใหญ่ประการหนึ่งของคนเราในสมัยนี้ก็คือการเพิกเฉยหรือความไม่รู้สึกยินดียินร้ายต่อเพื่อนพี่น้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อคนขัดสนคนยากไร้น่าสงสารคนด้อยโอกาสฯลฯ...ที่จริงพวกเราทุกคนต่างก็เป็นคนยากจนเป็นคนขอทานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า...ให้เราได้วอนขออภัยจากพระองค์ที่เรามีพฤติกรรมเย็นชาต่อคนที่โชคร้ายกว่าเรา

ข้อคิด...วันนี้พระวาจาของพระเจ้าเตือนใจเราว่าทรัพย์สมบัติเป็นวิธีการหรือเครื่องมือในการใช้ชีวิตมิใช่เป็นเป้าหมาย...เราแต่ละคนจะต้องมีปรีชาญาณที่แท้จริงคือจะต้องรู้ว่าอะไรที่สำคัญกว่าในชีวิตของเราเราต้องรู้จักกำหนดความสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างวิธีการและเป้าหมายระหว่างทรัพย์สมบัติและโชคชะตาสุดท้ายของชีวิตของเราและดังนี้เราก็จะแน่ใจได้ว่าอะไรที่สำคัญกว่าในชีวิตของเราและอะไรที่มีความสำคัญน้อยกว่า

อยากให้เราได้ไตร่ตรองดูโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอุปมาเศรษฐีกับลาซารัสซึ่งเราสามารถเรียนรู้ได้ในเรื่องดังต่อไปนี้

  • ให้ใช้ทรัพย์สมบัติอย่างถูกต้อง...เรื่องอุปมาของวันนี้เชิญชวนเราให้ไตร่ตรองว่าจะต้องใช้ทรัพย์สมบัติอย่างไรมากกว่าที่จะไปไตร่ตรองเรื่องของการต้องทนทุกข์ทรมานพระเยซูเจ้ากำลังเตือนใจเรามิให้ใส่ใจในเรื่องของวิธีการหรือเครื่องมือมากไปกว่าเป้าหมาย...อย่าให้ทรัพย์สมบัติขัดขวางเรามิให้มีความเป็นคนมากขึ้นตรงข้ามเราต้องยอมให้ทรัพย์สมบัติทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกับผู้ที่ขัดสนมากยิ่งขึ้น...พระเยซูเจ้าได้พูดถึงอนาคตของผู้เป็นเศรษฐีซึ่งไม่ยอมแบ่งปันทรัพย์สมบัติของตนให้กับคนขัดสนคนที่ต้องการความช่วยเหลือ...พระองค์ไม่ได้บอกว่าทรัพย์สมบัติเป็นสิ่งชั่วร้ายหรือไม่จำเป็นสำหรับชีวิต...แน่นอนเศรษฐีจะไม่สามารถนำทรัพย์สมบัติของตนเข้าไปในโลกหน้า...เศรษฐีคนนั้นคิดได้และเป็นทุกข์กลับใจแต่ว่าช้าเกินไปไม่ทันการณ์ส่วนลาซารัสได้รับความสุขที่คงอยู่เป็นนิรันดร์เป็นรางวัลตอบแทน
  • ให้วางใจในพระเจ้าไม่ใช่ในทรัพย์สมบัติ...เรื่องอุปมามิได้บอกว่าเศรษฐีได้ทรัพย์สมบัติมาอย่างไม่ถูกต้อง...พระวรสารไม่ได้กล่าวโทษความเป็นเศรษฐีของใครแต่กล่าวโทษเศรษฐีที่ไม่ใส่ใจต่อคนขัดสนคนที่ต้องการความช่วยเหลือ
  • บาปของการละเลย...เศรษฐีมิได้ทำอะไรที่ชั่วร้ายต่อลาซารัสแต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ได้ทำอะไรที่ดีๆให้กับลาซารัส

แม้นความเป็นอยู่จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแต่ทั้งเศรษฐีและลาซารัสต่างก็อยู่บนโลกใบเดียวกันซ้ำร้ายก็เห็นหน้ากันทุกวัน...ลาซารัสอาศัยอยู่ริมขอบโลกของเศรษฐีเพราะเขานอนอยู่ที่ประตูบ้านของเศรษฐีเขาจึงเห็นสวรรค์แวบหนึ่งทุกๆวันจากที่ซึ่งเขาถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปถึงแม้นเขาอยากจะเข้าไปในโลกของเศรษฐีแต่ก็มิได้คาดหวังว่าจะได้รับเชิญให้เข้าไปนั่งที่โต๊ะของเศรษฐีเขาหวังเพียงแค่ว่าจะมีความสุขสำราญนิดๆหน่อยๆหากเพียงแค่ได้กินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐีเพื่อเติมเต็มท้องที่ว่างเปล่าของเขาเท่านั้นแต่เขาก็ไม่ได้รับเพราะไม่มีใครมีน้ำใจที่จะให้เขาแม้แต่เศษอาหาร

ลาซารัสยากจนทางด้านวัตถุแต่ว่าเศรษฐียากจนยิ่งกว่าคือยากจนทางด้านจิตใจเป็นคนใจแคบมองไม่เห็นเพื่อนพี่น้องที่อดอยากหิวโหยเป็นความยากจนของหัวใจหัวใจของเขาไม่มีความเมตตาสงสาร         เขาไม่ให้แม้แต่เศษอาหารจากโต๊ะของเขาแก่ลาซารัสซึ่งดูน่าสงสารมากกว่าสุนัขเสียอีกเพราะ”แม้แต่สุนัขก็ยังมีเศษขนมปังที่หล่นจากโต๊ะนาย” (มธ15: 27)

ส่วนในโลกหน้าโชคชะตาของทั้งสองคนกลับแตกต่างกันอย่างลิบลับแบบภาพยนต์คนละม้วนลาซารัสกำลังเสวยสุขในเมืองสวรรค์ส่วนเศรษฐีกลับต้องทนทุกข์ทรมานท่ามกลางกองเพลิงอันร้อนระอุพลางวิงวอนร้องขอท่านอาบราฮัมให้ช่วยด้วย ให้ช่วยทั้งตัวเขาเองและญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกเพื่อมิให้พวกเขาต้องรับชะตากรรมแบบเดียวกับตนแต่ท่านอาบราฮัมบอกกับเศรษฐีว่าจะไม่มีจิตตนใดจากสวรรค์สามารถไปช่วยญาติพี่น้องของเขาได้เพราะพวกเขามีคำสั่งสอนของบรรดาประกาศกอยู่แล้วทั้งยังมีคนยากจนอยู่ที่ประตูบ้านของพวกเขาทุกๆวันกำลังคอยเศษอาหารที่หล่นจากโต๊ะอาหารของพวกเขาอยู่

พระเยซูเจ้าได้ทำการเปรียบเทียบอาณาจักรของพระเจ้ากับงานเลี้ยงใหญ่มีแขกที่ได้รับเชิญทุกประเภททั้งที่ดีและไม่ดีทั้งที่รวยและจนทั้งคนที่แข็งแรงและพิการฯลฯงานเลี้ยงใหญ่นี้ซึ่งแตกต่างไปจากที่โต๊ะอาหารของเศรษฐีคนนั้นที่ซึ่งคนจนและคนพิการไม่มีสิทธิ์มิใช่เป็นเพราะว่าเศรษฐีไม่มีปัญญาจะเลี้ยงคนจนคนพิการที่กำลังรอเศษอาหารจากโต๊ะของเขาอยู่แต่เป็นเพราะว่าจิตใจของเศรษฐียังรวยไม่พอที่จะแบ่งปันทรัพย์สมบัติเงินทองของตนให้กับคนอื่นได้

ในทางตรงกันข้ามพระเยซูเจ้าได้ทรงแบ่งปันความร่ำรวยของพระองค์ให้กับทุกๆคนซึ่งเมื่อเราได้รับการแบ่งปันจากพระเจ้าแล้วเราก็ต้องรู้จักแบ่งปันให้กับเพื่อนพี่น้องด้วยนั่นก็คือคนที่ได้รับการแบ่งปันจากพระเจ้าก็จะมีพระพรแห่งความเอื้ออาทรเพื่อคนที่ถูกทำร้ายและถูกทำให้เจ็บปวด...คนที่ได้รับพระพรจากพระเจ้าก็จะมีพระพรของการพูดเพื่อคนที่กำลังเป็นทุกข์ใจเพราะได้ยินแต่คำพูดที่โหดร้าย...และคนที่ได้รับพระพรจากพระเจ้าก็จะมีพระพรของการรู้จักให้อภัยก็เพื่อคนถูกโดดเดี่ยวเพราะได้ทำผิด...พระพรต่างๆเหล่านี้ที่พระเจ้าให้เรามนุษย์มาอย่างเปล่าๆมิใช่ประทานให้เรามาเพื่อให้เราเอามาเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัวแต่ให้เรามาเพื่อแบ่งปันให้กับคนอื่น...พระพรที่เราได้รับมาเปล่าๆก็ควรจะต้องรู้จักให้อย่างเปล่าๆด้วย

การไม่รู้จักแบ่งปันสิ่งดีๆให้กับคนอื่นในเมื่อทำได้เป็นอาชญากรรมอย่างหนึ่ง...เมื่อเรามองดูเพื่อนพี่น้องของเราต้องทนทุกข์ทรมานโดยมิได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเขาเท่าที่ทำได้ก็เท่ากับว่าเราเป็นเพชฌฆาตเราไม่สามารถทำเป็นทองไม่รู้ร้อนได้ดังเช่นที่เศรษฐีทำต่อลาซารัสแม้ว่าเศรษฐีไม่ได้ทำร้ายอะไรแก่ลาซารัสก็มิใช่ว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ผิดมีบางเวลาที่ความบริสุทธิ์และที่การไม่ทำผิดต่อผู้อื่นสามารถกลายเป็นอาชญากรรมได้เหมือนกัน...!

สวัสดี...พ่อวีรศักดิ์