Get Adobe Flash player

บุคลากร

องค์กรต่างๆ

ติดต่อสอบถาม

Link คาทอลิก

Who's online

We have 20 guests and no members online

2013-03-24 ต้องมีการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวและเด็ดขาด

 

ต้องมีการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวและเด็ดขาด

 

              สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ เริ่มต้นด้วยการเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มของพระเยซูเจ้า

          การเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม เป็นผลมาจากการตัดสินใจ อย่างเด็ดเดี่ยวของพระเยซูเจ้า

          พัฒนาการของการตัดสินใจ หรือ ตัดใจ ลงมือทำในสิ่งที่ต้องทำ ดำเนินมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับ

ถ้าเราจะเปิดอ่านพระวรสารนักบุญลูกา เราจะมองเห็นขั้นตอนเหล่านี้อย่างชัดเจน

เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมพระเยซูเจ้าก็ค่อยๆเริ่มต้นแจ้งให้บรรดาอัครสาวกและสานุศิษย์ ได้รับทราบถึงจุดประสงค์ของการเสด็จมาของพระองค์

จุดประสงค์นั้นก็คือ การยอมรับความทุกข์ทรมานและความตายบนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปมวลมนุษย์

พระวรสารนักบุญลูกา บทที่ 9 ข้อ 22 พระเยซูเจ้าทรงเริ่มต้นเปิดเผยความลับของความทุกข์ทรมานและความตายของพระองค์เป็นครั้งแรก

ในขั้นตอนต่อไปพระองค์ก็เริ่มสั่งสอนศิษย์ให้เห็นถึงเงื่อนไขสำคัญของการเป็นศิษย์ติดตามพระองค์ “ถ้าผู้ใดอยากติดตามเรา ก็จงเลิกนึกถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนทุกวันและติดตามเรา...” (ลูกา 9.23)

การแบกไม้กางเขนของตน ก็คือ การเลิกนึกถึงตนเอง เลิกนึกถึงความสุข และผลประโยชน์ส่วนตัว เลิกนึกถึงตนเองยังหมายถึง การตัดใจ จากกิเลสตัณหา และความอยากต่างๆที่ไม่ถูกต้อง ขัดกับพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า การเลิกนึกถึงตนเอง ก็คือ ความเสียสละ ยอมและพร้อมที่จะสูญเสียทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตของตนเองเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า

การตัดสินใจหรือ การตัดใจ ยอมสละชีวิตเกิดขึ้น ณ จุดสำคัญ และลูกาบันทึกไว้อย่างชัดเจนในบทที่ 9 บทเดียวกัน

ดู ลูกา 9 ข้อ 29 ขณะที่ทรงอธิษฐานภาวนาอยู่นั้น ลักษณะของพระพักตร์เปลี่ยนไป และฉลองพระองค์สีขาวเจิดจ้า

การภาวนาทำให้พระพักตร์ หรือ ใบหน้าของพระเยซูเจ้าเปลี่ยน และเสื้อผ้าที่พระองค์สวมใส่ก็เปลี่ยนตามไปด้วย

การสวดภาวนาของพระเยซูเจ้าก็คือ การฟังว่าพระบิดาจะพูดว่าอย่างไรจะบอกอะไรแก่พระองค์ และในการฟังนั้นพระบิดาบอกกับพระเยซูเจ้าว่า “เราต้องการให้ลูกเดินหน้าปฏิบัติตามแผนการของเรา คือจงน้อมรับความตายบนไม้กางเขน เพื่อช่วยโลกให้รอด” พระเยซูเจ้าฟังพระบิดาพูดแล้ว ก็พูดตอบพระบิดาว่า ลูกยอมทำตาม นี่คือการสวดภาวนาในความหมายแท้ๆ เป็นการสวดที่เปลี่ยนชีวิตของคนคนหนึ่ง

การยอมรับน้ำพระทัยของพระบิดา และยอมที่จะทำตาม เปลี่ยนใบหน้าของพระเยซูเจ้าให้ฉายแสงแห่งพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเป็นเจ้า เสื้อผ้าที่พระองค์สวมใส่ก็พลอยได้รับพระสิริรุ่งโรจน์นั้นและเปลี่ยนตามไปด้วย.....ฉลองพระองค์มีสีขาวเจิดจ้า         

ชีวิตของเราคริสตชน ถ้ารู้จักสวดภาวนาอย่างถูกต้องด้วยการรู้จัก ตั้งใจฟังเสียงของพระเป็นเจ้า ยอมปฏิบัติตามพระประสงค์ หรือน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า ชีวิตพระเจ้าก็จะหลั่งไหลเข้ามาสู่ชีวิตของเรา พระเยซูเจ้าทรงสัญญาไว้อย่างนั้น “ผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะปฏิบัติตามวาจา (พระประสงค์/น้ำพระทัย) ของเรา พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดาจะเสด็จพร้อมกับเรามาหาเขา จะพำนักอยู่กับเขา (อยู่ในตัวเขา)” (ยอห์น 14.23)

        ใครก็ตามที่มีพระเป็นเจ้าประทับอยู่ในตัว ไม่ใช่ใบหน้าเท่านั้นที่จะเปลี่ยน แต่ชีวิตทั้งชีวิตก็จะเปลี่ยน และจะทำให้เสื้อผ้าที่สวมใส่ เปลี่ยนตามไปด้วย

เสื้อผ้าที่สวมใส่ตรงนี้ อย่าไปเข้าใจว่าเป็นเสื้อจริงๆ แต่หมายถึง สังคม ที่อยู่รอบๆคนๆนั้น จะได้รับอิทธิพลของชีวิตพระของผู้ที่มีพระเจ้าประทับอยู่ในตัว สังคมนั้นๆจะค่อยๆเปลี่ยนตามไปด้วย

และสุดท้ายในลูกา บทเดียวกันคือ ข้อ 51 “เวลาที่พระเยซูเจ้าจะต้องทรงจากโลกนี้ไปใกล้เข้ามาแล้ว พระองค์ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ จะเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็ม” (ลูกา 9.51)

น้ำพระทัยพระบิดาที่พระเยซูเจ้ายอมรับ ทำให้พระองค์ทรงเข้มแข็งหนักแน่น ไม่กลัวแม้กระทั่งความตาย พะองค์มีความเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจ ที่จะเดินหน้าเพื่อปฏิบัติตามน้ำพระทัยพระบิดา

สุดท้ายอะไรๆ ในตัวเราที่ยังไม่เปลี่ยน สังคมรอบๆตัวเราที่ยังไม่เปลี่ยน มีสาเหตุมาจากสิ่งเดียวคือ เรายังไม่ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนตัวเราเอง เรายังไม่ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวและเด็ดขาด ที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าอย่างจริงจัง อย่างที่พระเยซูเจ้าทรงปฏิบัติให้เราดูเป็นตัวอย่าง

สวัสดี...พ่อสานิจทุกอย่างจึงยังคงเหมือนเดิม