Get Adobe Flash player
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.007gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.011gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.012gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.005gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.003gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.009gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.008gk-is-87.jpglink
«
»
Loading…

บุคลากร

องค์กรต่างๆ

ติดต่อสอบถาม

Link คาทอลิก

Who's online

We have 120 guests and no members online

2013-05-05 ศานติสุขที่พระเยซูเจ้าให้

 

ศานติสุขที่พระเยซูเจ้าให้

          “ศานติสุข” หรือ “สันติสุข” คือคำคำเดียวกันมีความหมายอย่างเดียวกัน เพียงแต่เขียนคนละอย่าง

          ศานติสุข หรือ สันติสุข แปลว่า ความสุข อันเกิดจากความสงบภายในจิตวิญญาณ ภาษาอังกฤษคือ TRANQUILITY หรือ CALMNESSเป็นภาวะสงบนิ่งทางจิตวิญญาณ

          จิตวิญญาณที่สงบ คือ จิตวิญญาณที่ปลอดจากความผูกพัน กับ สรรพสิ่ง สรรพสัตว์ ทั้งปวง

ท่านพุทธทาส อินทปัญโญ หรือ พุทธทาสภิกขุ ได้เขียนนิยามคำว่า “ศานติสุข” ไว้ดังนี้

ศานติสุขที่แท้จริง คือการที่ใจเป็นอิสระเหนือ “เหยื่อ” ของโลกทุกชนิด. การครองชีพแม้ที่เงียบๆ ง่ายและสุจริตนั้นเป็นเพียง ความผาสุก (Happiness)เท่านั้น ยังหาใช่ ศานติสุข (Peace)อันแท้จริงใช่, เพราะความพอใจในภาวะ เช่นนั้นของตนยังเป็นเพียงเหยื่อโลกชั้นประณีตเท่านั้น และเปลี่ยนแปลงได้. ส่วนการดื่มกิน “เหยื่อของโลก” ชั้นธรรมดา แม้จะอิ่มหนำสำราญเพียงไรก็เป็นเพียง ความเพลิน (Pleasure)เท่านั้นเอง จะเป็นศานติสุขและความผาสุกไปไม่ได้เลย. แม้กระนั้นคนเราทั่วไป ก็ยังเรียกสิ่งทั้งสามนี่ว่า ความสุข โดยเสมอกัน ดังจะเห็นได้จากการส่งของขวัญปีใหม่ ซึ่งให้ ความเพลิน ได้เล็กน้อย เราก็เรียกว่าส่งความสุขปีใหม่. และคำอวยพร ให้ได้ กินเหยื่อโลก มากๆ เราเรียกว่าส่งความสุขปีใหม่ด้วย. แต่ก็มิใช่เป็นคำที่ผิด ถ้าเราจะแบ่งสิ่งที่เราเรียกกันว่าความสุขให้เป็นชั้นๆ และถือว่า เป็นเสมอเหมือนบันไดแห่งกันและกัน.”

คำสำคัญของท่านพุทธทาสก็คือ “ศานติสุขแท้ๆ เกิดจากการที่จิตวิญญาณเป็นอิสระ จากสรรพสิ่ง สรรพสัตว์ ทั้งหลายของโลก”

สรรพสิ่ง สรรพสัตว์ ทั้งหลายของโลก ท่านพุทธทาส เรียกโดยใช้คำคำเดียวคือ “เหยื่อ” หรือ “เหยื่อของโลก”

“เหยื่อ” คือ สิ่งล่อให้ติดกับ และในโลกของเรา “ทุกสิ่ง” ก็เป็น หรือ สามารถเป็น “สิ่งล่อให้ติดกับ” เมื่อใดก็ตามที่เรา “ติดกับ” เหยื่อเหล่านั้น เราก็ไม่เป็นอิสระ จิตใจ หรือ จิตวิญญาณจะเฝ้าไขว่คว้า แสวงหา หรือ โหยหาสิ่งที่เราเข้าไปติดกับนั้น จิตวิญญาณของเราก็จะหมดอิสรภาพ ชีวิตก็จะหมดอิสรภาพ เพราะชีวิตทั้งชีวิตจะ “ดิ้นรน” แสวงหา เพื่อจะให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เรา “อยาก” นั้น

“เหยื่อของโลก” ให้เพียงแค่ ความสุข หรือ ความผาสุก หรือ ความเพลิดเพลิน ชั่วครั้งชั่วยาม ท่านพุทธทาส อธิบายไว้อย่างนั้น

จึงจำเป็นเพื่อให้จิตวิญญาณ หรือ ชีวิต พบ “ศานติสุข” แท้ๆ จำเป็นต้อง “ปลดแอก” จิตวิญญาณและชีวิตให้เป็นอิสระจาก ความผูกพัน ผูกมัดของสรรพสิ่ง หรือ เป็นอิสระจาก “เหยื่อของโลก” ทุกชนิด

ช่างเหมาะเจาะกับสิ่งที่พระเยซูเจ้าเทศน์สอนเสียเหลือเกิน เชิญเปิดพระวรสาร มัทธิว จะเป็นฉบับแปลฉบับใดก็ได้ เปิดไป บทที่ 5 และดูหัวข้อของบทที่ 5 ที่เขียนไว้เหมือนกันแทบทุกฉบับแปล เป็นต้น ฉบับแปลของคาทอลิก หัวข้อของบทที่ 5 ของมัทธิว คือ “ความสุขแท้จริง” ต่อไปขอให้เข้าไปดูข้อที่ 3 เป็นต้นไปถึงข้อที่ 12 ในสิ่งที่เราเคยเรียกในอดีตว่า “บุญลาภ 8 ประการ” ขอให้สังเกตว่า บุญลาภ 8 ประการ ที่จะนำความสุขแท้มาให้แก่ชีวิตเรานั้น เริ่มต้นด้วย ข้อที่ 1 หรือ บุญลาภ ข้อที่ 1 ว่า

“ผู้มีใจยากจน ย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์ (ชีวิตสนิทกับพระเจ้า) เป็นของเขา”

ทั้ง 8 ข้อ พระเยซูเจ้าจงใจเริ่มต้นด้วย “ใจยากจน” ใจยากจน คือ ใจที่เป็นอิสระจาก “เหยื่อของโลก” และใจที่เป็นอิสระ หรือ ชีวิตที่เป็นอิสระจากเหยื่อของโลก จะพบกับความสุขสงบภายใน

“ข่าวดี” หรือ “คำสอน” หรือ “พระวาจา” ของพระเยซูเจ้าแต่ละข้อ เรียกร้องให้เราทำตัวให้เป็นอิสระจากสรรพสิ่ง สรรพสัตว์ของโลก เพราะฉะนั้นพระเยซูเจ้าจึงพูดว่า ดู ยอห์น บทที่ 8 ข้อ 31-32 “ถ้าท่านทั้งหลายยึดมั่นในวาจาของเรา ท่านก็เป็นศิษย์ของเรา อย่างแท้จริง ท่านจะรู้ความจริง และความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ

เพราะฉะนั้น คำสอนทุกข้อของพระเยซูเจ้าสอนให้เรา “มีใจยากจน” คือใจตัดขาดจากความผูกพันกับทุกๆสิ่ง และเมื่อถึงจุดนี้ เราก็จะพบ “ศานติสุขแท้” เราตัดอะไรออกจากชีวิตบ้างหรือยัง? หรือชีวิตคริสตชนของเรามีแต่จ้องจะไขว่คว้า และเป็นเจ้าของทุกสิ่ง?