Get Adobe Flash player
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.007gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.011gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.012gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.005gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.003gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.009gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.008gk-is-87.jpglink
«
»
Loading…

บุคลากร

องค์กรต่างๆ

ติดต่อสอบถาม

Link คาทอลิก

Who's online

We have 166 guests and no members online

2013-06-23 ชื่อกำหนดรูปแบบชีวิต

ชื่อกำหนดรูปแบบชีวิต

 

          “พระองค์คือพระคริสต์ของพระเจ้า” คือคำประกาศอย่างชัดเจนของอัครสาวกเปโตร บางฉบับก็แปลว่า “พระองค์คือพระเมสสิยาห์ของพระเจ้า”

          ทั้งคำว่าพระคริสต์ และคำว่า พระเมสสิยาห์ ทั้ง 2 คำแปลว่า ผู้ได้รับการเจิม

พระเมสสิยาห์เป็นภาษาฮีบรู ส่วน พระคริสต์ เป็นภาษากรีก

ในสมัยพันธสัญญาเก่า บุคคลที่จะได้รับการเจิมก็ได้แก่ ปุโรหิต กษัตริย์ และผู้เผยพระวจนะในการเจิมเขาจะใช้น้ำมัน เพื่อเจิมบุคคลเหล่านั้น ความหมายของการเจิมคือ การแต่งตั้ง และแยก ผู้ที่ถูกเจิมนั้นไว้ให้เป็นกลุ่มคนพิเศษ แต่งตั้งและแยกไว้เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่พิเศษเฉพาะต่างๆ การเจิมยังถูกนำไปใช้เจิมสิ่งของอื่นๆ เช่น พลับพลา ส่วนในปัจจุบัน ก็มีการเจิมพระแท่น ฯลฯ น้ำมันที่ใช้เจิมนั้นเป็นน้ำมันพิเศษที่จะต้องมีส่วนผสมตามที่พระเจ้าทรงเป็นผู้กำหนด และการเจิมยังมีความหมาย ถึง การที่พระเจ้าประทานพลังอำนาจของพระองค์ให้สถิตประทับอยู่กับบุคคล หรือ สิ่งของนั้นๆ เพื่อให้บุคคลและสิ่งของได้สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่างๆจนบรรลุผล ตามเป้าหมาย ที่พระได้ตั้งไว้

ในพระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้าได้อธิบายเป้าหมายของการเจิมของพระองค์ให้บรรดาอัครสาวกได้รับทราบ เป็นการบอกล่วงหน้าว่า ในการเป็นพระคริสต์ หรือ พระเมสสิยาห์นั้น พระองค์ถูกแต่งตั้งและแยกไว้ให้ทำหน้าที่พิเศษอย่างไร

“บุตรแห่งมนุษย์จะต้องรับทรมานเป็นอันมากจะถูกบรรดาผู้อาวุโส มหาสมณะและธรรมาจารย์ปฏิเสธไม่ยอมรับ และจะถูกประหารชีวิต แต่จะกลับคืนชีพในวันที่สาม”

นี่คือ เป้าหมายและชะตากรรมของพระคริสต์ หรือ พระเมสสิยาห์ คือการตายบนไม้กางเขน

จากนั้นพระองค์ก็หันมาหาอัครสาวก และทุกคนที่ติดตามพระองค์ พลางสอนว่า “ถ้าผู้ใดอยากติดตามเราก็จงเลิกนึกถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนทุกวันและติดตามเรา ผู้ใดใคร่รักษาชีวิตผู้นั้นจะต้องสูญเสียชีวิต แต่ถ้าผู้ใดเสียชีวิตเพราะเรา ผู้นั้นจะรักษาชีวิตได้”

พระเยซูเจ้าทรงกำหนด ทั้งรูปแบบชีวิตของพระองค์ และรูปแบบชีวิตของคริสตชนแต่ละคน

ทั้งชีวิตของพระเยซู และชีวิตคริสตชนต้องเป็นชีวิตที่ลำบาก ไม่สะดวกสบาย เป็นชีวิตที่ต้องแบกกางเขน

เราต้องมีชีวิตเหมือนพระเยซูเจ้า เพราะเราได้รับการเจิมโดยพระจิตเจ้าทางศีลล้างบาป

แบกไม้กางเขนของตนจะต้องทำอย่างไร? อยากจะขอนำบทเทศน์ที่ Popereport นำส่งมาให้ข้อคิด เป็นบทเทศน์ของพระสันตะปาปา ฟรังซิส อ่านข้อคิดของพระองค์ดู แล้ว เราจะเห็นวิธีที่เราจะต้องแบกไม้กางเขนของเรา และเราจะเห็นว่าเราควรต้องดำเนินชีวิตรูปแบบใด

 

ทเทศน์โดนๆกับโป๊ปฟรังซิส

          สัปดาห์ที่แล้วเว้นว่างจกการสรุปบทเทศน์มิสซาเช้าของสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส เพื่อไปติดตาม “เด็กถาม...พระสันตะปาปาตอบ” วันนี้เรากลับมาติดตามบทเทศน์พระสันตะปาปาอีกครั้ง ซึ่งขอรับประกันความมันส์ว่า สุดยอดเหมือนเดิม!!!!

จงเลิกเสแสร้งทำเป็นพูดดี แต่ใจคิดร้ายกับผู้อื่นได้แล้ว

          “การเสแสร้ง ทำทีพูดดี แต่เจตนาร้ายจัดเป็นการใช้ภาษาของคนขี้โกง พระเยซูทรงสอนสาวกเสมอว่า ‘พูดให้ชัดๆไปเลย ได้ก็คือได้ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ (YES IS YES, NO IS NO)’ การเสแสร้งทำเป็นพูดดี ไม่ใช่ภาษาแห่งความจริง เพราะความจริงจะไม่ถูกพูดออกไปเพียงอย่างเดียว ความจริงจะต้องถูกพูดออกไปพร้อมความรัก!จงระลึกเสมอว่า ความรักคือความจริงประการแรก ถ้าไม่มีความรัก ก็ไม่มีความจริง....พระเยซูต้องการให้เรามีก็คือ ความนอบน้อม นี่คือความสุภาพเรียบง่ายเหมือนเด็กๆ เห็นไหมว่าเด็กๆไม่ใช่พวกแสร้งทำเป็นพูดดี พวกเขาพูดออกมาจากใจ”

เวลาหุ้นตก เราทุกข์ใจ แต่เวลาคนตายเพราะอดอยาก เรากลับไม่รู้สึกอะไร

          “มันเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่เราเห็นคนไร้ที่อยู่อาศัยนอนตายเพราะความหิวโหย แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากตลาดหุ้นตกแค่ 10 จุด มันกลับเป็นข่าวที่คนให้ความสนใจไปได้ แค่ตลาดหุ้นตกแค่ 10 จุด มนุษย์ทำยังกับมันเป็นข่าวสุดเศร้าซะงั้น!!!

คนที่ทำงานรับใช้พระเจ้าแล้วต้องการตำแหน่งสูงๆ พวกนี้ทำร้ายพระศาสนจักร

          “คนที่ทำงานรับใช้พระศาสนจักร แล้วหวังมีอำนาจและตำแหน่งสูงๆ คนพวกนี้สร้างบาดแผลร้ายแรงให้พระศาสนจักร พวกเขาจะใส่ใจตัวเองก่อนมากกว่าจะรับใช้ส่วนรวม ใครก็ตามที่ทำงานรับใช้พระศาสนจักรแล้วมักใหญ่ใฝ่สูง พ่อขอประณามคนพวกนี้ว่าเป็นคนโรคเรื้อน”

คริสตชนอยากรอดพ้นจากบาป แต่ดันกลัวเวลาพระเจ้าจะไถ่บาปเรา

          “พระเจ้าตรัสชัดเจนว่า ‘ท่านไม่สามารถรับใช้นาย 2 คนได้’ เราต้องเลือกว่าจะรับใช้พระเจ้า หรือ จิตวิญญาณฝ่ายโลก... น่าคิดนะว่า ทำไมคนส่วนมากไม่เปิดใจให้กับการไถ่เราให้รอดจากบาป บางทีอาจเป็นเพราะเรากลัวความรอด ทั้งที่จริงแล้ว เราต้องการจะรอดจากบาป แต่เรากลัวการไถ่ให้รอดจากบาป เรากลัวเพราะเมื่อพระเจ้าเสด็จมาเพื่อช่วยเราให้รอด เราต้องสละทุกสิ่งและให้พระองค์นำทางเรา เรากลัวเรื่องแบบนี้เพราะเรายังอยากเป็นนายของตัวเอง เราอยากให้จิตวิญญาณฝ่ายโลกนำเรา ไม่ยอมให้พระเจ้านำ”

พระเยซูไม่เคยสั่งให้เปลี่ยนศาสนาคนอื่น แต่สั่งให้ประกาศพระวรสาร

            “พระเจ้าทรงเชิญเราให้เทศนาสั่งสอน ไม่ใช่ไปเปลี่ยนศาสนาคนอื่น เรื่องนี้ สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 เคยตรัสว่า ‘พระศาสนาจักรจะไม่เติบโตด้วยการบังคับคนอื่นเปลี่ยนศาสนา แต่พระศาสนจักรจะเติบโตด้วยการเป็นประจักษ์พยานถึงการประกาศคำสอนของพระเยซู’”

พระศาสนจักรเดินหน้าด้วยจิตใจยากจน ไม่ใช่เดินด้วยจิตใจนักธุรกิจ

          “งานของพระศาสนจักรต้องก้าวหน้าไปข้างหน้าด้วยการยึดความยากจน ไมใช่เดินหน้าด้วยหัวใจของนายหน้านักลงทุน หรือ ผู้ประกอบการธุรกิจ อย่าลืมนะว่า เวลาประกาศพระวรสาร นักบุญเปโตรไม่มีบัญชีธนาคารของตน ท่านประกาศด้วยใจยากจน ส่วนนักบุญฟิลิปตอนไปประกาศพระวรสารที่เอธิโอเปียและได้พบกับหัวหน้าฝ่ายการคลังของพระราชินีที่นั่นนักบุญฟิลิป

กล่าวกับหัวหน้าฝ่ายการคลังว่า ‘ดีเลย เรามาจัดตั้งหน่วยงานเพื่อประกาศพระวรสารกัน’ หลายคนคิดว่า นักบุญฟิลิปจะจัดตั้งหน่วยงานเพื่อระดมทุน แต่ไม่ใช่เลย การจัดตั้งหน่วยงานนี้ นักบุญฟิลิปทำโดยโปรดศีลล้างบาปให้คนที่นั่น และเมื่อโปรดศีลล้างบาปให้ทุกคนแล้ว ท่านก็เดินจากไปโดยไม่นำสิ่งตอบแทนออกมาเลย ท่านทำด้วยเรียบง่ายติดดิน ทำเพื่อพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว เราก็ต้องทำแบบนั้นเช่นกัน”

คริสตชนที่อยากทำตัวเด่นดัง เขาคนนี้คิดผิดเต็มๆ

          “พ่ออยากเตือนสติคนที่คิดว่า ชีวิตคริสตชนของตนต้องเด่นกว่า ต้องเหนือกว่าผู้อื่น ว่าเป็นความคิดที่ผิด พระเยซูเจ้าตรัสสอนว่า ใครในหมู่พวกท่านที่ต้องการเป็นใหญ่ในหมู่พี่น้องของตน หรือถ้าหัวใจของเราคิดร้ายกับพี่น้องของเรา มันก็มีบางสิ่งผิดปกติในจิตใจและต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง มันต้องมีการกลับใจ!พระเยซูเจ้าทรงสอนเราว่า ‘อย่านำข้อบกพร่องของคนอื่นมาพูด อย่าใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น อย่าดูถูกผู้อื่น’ ถ้าเราไม่สามารถที่จะเก็บปากให้หยุดการนินทา ความก้าวร้าวก็จะเกิดขึ้น เหมือนอย่างที่เราเห็นจากเรื่องกาอินที่ทำร้ายอาเบล ดังนั้น พึงระลึกไว้ว่าไม่ใช่เราเป็นคนไม่ดี แต่เป็นเพราะเราเป็นคนบาปและอ่อนแอ เราจึงเลือกแก้ปัญหาแบบง่ายๆด้วยปาก เราทำเพื่อจะได้จบปัญหาด้วยการใส่ร้ายกัน หมิ่นประมาทกัน แทนที่จะจบปัญหาด้วยการหาทางออกแบบดีๆ”

อย่าเสแสร้งว่าตัวเองไม่ใช่คนบาป

          “การยอมรับว่าตัวเองเป็นคนบาป เป็นแบบอย่างของความสุภาพสำหรับพระสงฆ์ นี่คือความสุภาพถ่อมตนแบบคริสตชนที่สามารถจับต้องได้ พึงระลึกว่า จงอย่าเสแสร้งทำเป็นคนไม่มีบาป เพราะความถ่อมตนแท้จริงคือการรู้ว่า การเสแสร้งเป็นคนดีไม่มีบาป เป็นส่วนหนึ่งของซาตานที่อยู่ในตัวเรา”

ชีวิตคริสตชนไม่ได้ให้ความรู้สึกสบายตัวเหมือนไปทำสปา

          “ชีวิตคริสตชนไม่ได้ทำให้เรารู้สึกสบายเนื้อสบายตัวเหมือนการไปทำสปา (SPA THERAPY) ชีวิตคริสตชนไม่ทำให้เราสุขสบายกับชีวิตบนโลกนี้ แต่ชีวิตคริสตชนเรียกร้องเราให้ก้าวออกจากตัวเอง เพื่อออกไปประกาศให้โลกรู้ว่าพระเยซูทรงลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อทำให้พระบิดากับมนุษย์คืนดีกัน”

พ่อแม่ “ห้าม” ตบหน้าลูก

          “พระวาจาที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า ‘ถ้าผู้ใดตบแก้มซ้ายของท่าน จงยื่นแก้มขวาให้เขาตบด้วย’ พระดำรัสของพระเยซูตอนนี้จักเป็นคำสอนที่เป็นที่กล่าวขานไปทั่ว คำสอนเรื่องการตบหน้ากลายเป็นการกระทำที่คลาสสิคซึ่งคนบางกลุ่มหัวเราะเยาะพวกเราคริสตชน ในชีวิตประจำวัน แนวคิดที่สอนเราให้ต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของตัวเอง และสอนเราว่า ถ้าใครตบหน้าเรา เราต้องจัดการมันคืน เอาคืนให้ถึง 2 เท่า เพื่อปกป้องตัวเราเอง เป็นแนวคิดที่ขัดกับคำสอนพระเยซูและมันน่าผิดหวังมากที่คนยุคนี้ทำแบบนี้ สำหรับผู้ที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง พ่ออยากขอร้องพวกท่านว่า ‘เมื่อท่านจำเป็นต้องลงโทษลูกหลาน อย่าตบหน้าพวกเขา เพราะใบหน้าคือศักดิ์ศรีของมนุษย์’”

จงสวดให้ศัตรู ไม่ใช่ทิ้งหน้าที่นี้ให้ซิสเตอร์ชีลับรับผิดชอบ

          “เราจะรักศัตรูเราได้อย่างไร? เราจะรักที่คนตัดสินใจทำลายและฆ่า (จิตใจและชีวิต) คนได้อย่างไร มันยากจริงๆนะที่จะรักศัตรูคู่อริของเรา มันยากจริงๆ แต่นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงขอร้องเราให้ทำแบบนั้นจริงๆ บ่อยครั้งเรามักจะคิดว่า ‘พระเยซูทรงขอเรามากไปหรือเปล่าเนี่ย?’ จากนั้นเราก็ผลักหน้าที่นี้ (รักศัตรูและภาวนาให้เขา) ไปให้กับบรรดาซิสเตอร์ในอารามชีลับซึ่งเปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์ เราปล่อยให้นิสัยการรักศัตรูไปเป็นหน้าที่ของผู้ที่มีจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่พระเยซูตรัสชัดเจนว่า ‘ไม่! เราต้องอย่าทำแบบนั้น’ เพราะถ้าเราทำแบบนั้น เราจะเป็นเหมือนคนเก็บภาษี ไม่ใช่คริสตชน”

          “พ่อขอเตือนสติทุกคนว่า ‘การแก้แค้นไม่ใช่นิสัยของคริสตชน’ แต่คริสตชนต้องสวดภาวนาให้ศัตรู จงภาวนาให้คนที่กดขี่ข่มเหงท่านจงขอพระเจ้าเปลี่ยนจิตใจศัตรูที่เป็น ‘ใจหิน’ ให้เป็น ‘ใจเนื้อ’”

          “ลองถามตัวเองดูว่า ‘เราอธิษฐานภาวนาให้ศัตรูบ้างไหม เราภาวนาให้คนที่ไม่รักเราบ้างหรือเปล่า’ ถ้าเราตอบว่า ‘ใช่ เราภาวนาให้’ พ่อก็จะกล่าวต่อไปว่า ‘ดี จงภาวนาต่อไป ภาวนาให้มากๆ เพราะท่านเดินมาถูกทางแล้ว!’”

          “แต่ถ้าท่านตอบว่า ‘ไม่ เราไม่มีวันสวดให้ศัตรู’ พ่อก็จะบอกว่า ‘แย่นะ! ในเมื่อท่านทำแบบนี้ ท่านกำลังจะกลายเป็นศัตรูของคนอื่นเช่นกัน’”

AVE MARIA