Get Adobe Flash player
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.007gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.011gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.012gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.005gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.003gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.009gk-is-87.jpglink
http://assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.008gk-is-87.jpglink
«
»
Loading…

บุคลากร

องค์กรต่างๆ

ติดต่อสอบถาม

Link คาทอลิก

Who's online

We have 22 guests and no members online

2013-11-10 ชีวิตคริสตชนแบบสองมาตรฐาน

ชีวิตคริสตชนแบบสองมาตรฐาน

 

                   หนังสือมัคคาบี เป็นหนังสือเล่มสุดท้ายในพระคัมภีร์ภาคอธิกธรรม บรรยายบรรยากาศ เหตุการณ์ก่อนการมาบังเกิดของพระเยซูเจ้า ซึ่งในขณะนั้น จักรวรรดิกรีก เริ่มต้นรุ่งเรือง สืบต่อจากอาณาจักรเปอร์เซีย และประเทศยูดาห์ ซึ่งเคยอยู่ใต้ปกครองของเปอร์เชีย ก็ถูกเปลี่ยนมือมาอยู่ใต้อำนาจการปกครองของกรีก

          ประเทศอิสราเอล เดิมที่เคยเป็นปึกแผ่น เป็นแผ่นดินเดียว แตกออกเป็น 2 เสี่ยง หลังการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ซาโลมอนในปี กคศ (ก่อนคริสตศักราช) 922 คือ 922 ปี ก่อนพระเยซูเจ้าเกิด กลายเป็น 2 ประเทศ คือ ประเทศอิสราเอล และประเทศยูดาห์ ทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมพันธสัญญาของพระเจ้าบัดนี้ แตกแยกเป็น 2 ส่วน ด้วยความไม่สัตย์ซื่อต่อพระและด้วยความไม่เชื่อฟัง สองส่วนนั้นได้แก่ ประเทศอิสราเอลทางเหนือ และประเทศยูดาห์ทางใต้

          ประเทศอิสราเอลเป็นประเทศจนถึงปี กคศ 721 แต่ด้วยความไม่สัตย์ซื่อ และความไม่เชื่อฟัง ก็ถูกทำลายและถูกลบออกจากแผนที่โลกในปี 721 กคศ นั่นเอง

          ส่วนประเทศยูดาห์ตั้งแต่ปีที่แตกแยก คือ กคศ 922 ก็ตกเป็นขี้ข้าของอาณาจักรต่างๆ ที่ผลัดกันขึ้นครองโลกในแถบนั้น เริ่มจาก อาณาจักรอัสซีเรีย ต่อมาก็เป็นอาณาจักรบาบิโลเนีย จากนั้นก็เป็นอาณาจักรเปอร์เซีย ที่สุดก็เป็นอาณาจักรกรีก เรื่องราวที่อยู่ในหนังสือมัคคาบีวันนี้เป็นเรื่องราวของการเบียดเบียนที่อาณาจักรกรีกกระทำต่อชาวยิวในยูดาห์ และในบทอ่านที่ 1 วันนี้กรีกบังคับชาวยิวให้ละทิ้งศาสนายิวและให้ปฏิบัติฝ่าฝืนบทบัญญัติของพระเป็นเจ้า ด้วยการกินเนื้อหมู ลูกทั้ง 7 ของหญิงผู้นั้นถูกทรมานต่อหน้ามารดา และถูกฆ่าตายไปทีละคน และเมื่อลูกทั้ง 7 ถูกทรมานและถูกฆ่าตายไปหมดแล้ว มารดาก็ถูกฆ่าตายเป็นคนสุดท้าย

ความทุกข์ทรมานและความตายของครอบครัวนี้เกิดจากการไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของจักรพรรดิ์ แต่ก็ยัง ยึดมั่นสัตย์ซื่อต่อการปฏิบัติตามพระวาจาของพระ อุทิศชีวิตของตนปฏิบัติตามวาจานั้นโดยมีความหวังและความมั่นใจในคำมั่นสัญญาของการกลับคืนชีพ

การยึดมั่นสัตย์ซื่อต่อการปฏิบัติตามพระวาจาและคำสั่งของพระอย่างชนิดไม่กลัวตาย ไม่กลัวลำบาก คือ หลักประกันเพียงอย่างเดียว ของการกลับคืนชีพ

ท่อนสุดท้ายของบท “ข้าพเจ้าเชื่อ” มีข้อความว่า “ข้าพเจ้าเชื่อในพระจิตเจ้า พระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์สากล......การอภัยบาป การกลับคืนชีพของร่างกาย และชีวิตนิรันดร อาแมน” ข้อความนี้ยืนยันความเชื่อในการกลับคืนชีพ แต่คำถามอยู่ตรงที่ว่าความเชื่อในการกลับคืนชีพของเรา เหมือนกับความเชื่อของหนุ่มทั้ง 7 คนหรือไม่

คำพูดของหนุ่ม คนที่ 3 ที่ถูกนำมาบันทึกไว้ในที่นี้ น่าฟัง และน่าจะเป็นคำถามสำหรับความเชื่อของเรา ให้เราฟังหนุ่มคนนี้พูดหลังจากถูกทรมานและกำลังจะถูกตัดลิ้น เขากล่าวว่า “พระเจ้าเป็นผู้ประทานสิ่งเหล่านี้ให้ข้า ข้าสละมันก็เพราะเห็นแก่บทบัญญัติของพระองค์ ข้าหวังจะได้รับสิ่งเหล่านี้จากพระเจ้าอีก”

ความเชื่อของเราเป็นแรงบันดาลใจ ให้เรายอมสละอะไรบ้างตามที่พระเยซูเจ้าสั่ง? หรือเราทำแบบ “สองมาตรฐาน” (ดับเบิ้ลสแตนดาร์ด / Double Standards) เราคงต้องยอมรับว่า ชีวิตคริสตชนของเรา เอาเข้าจริงๆแล้วเป็นแบบ “สองมาตรฐาน” คือ รักทั้งเงินและรักทั้งพระ แต่เมื่อเอาคำว่า “รักพระ” มาชำแหละแล้วก็พบว่ามันไม่ตรงกับที่พระเยซูกำหนดไว้ หรือมันแตกต่างจากนิยามของพระเยซูเจ้าโดยสิ้นเชิง รักพระของเรา คือ รักแบบผิวเผินตื้นๆ แต่รักพระตามนิยามของพระเยซูเจ้าก็คือ ดู ยอห์น 14:23 ผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะปฏิบัติตามวาจาของเรา ...... “และอีกข้อความหนึ่ง ดู ลูกา 14:33 ดังนั้นทุกท่านที่ไม่ยอมสละทุกสิ่งที่ตนมีอยู่ ก็เป็นศิษย์ของเราไม่ได้” ฯลฯ