Get Adobe Flash player

บุคลากร

องค์กรต่างๆ

ติดต่อสอบถาม

Link คาทอลิก

Who's online

We have 22 guests and no members online

2014-04-27 การกลับคืนชีพของคริสตชน คือการออกจากอุโมงค์ฝังศพส่วนตัว

การกลับคืนชีพของคริสตชน คือการออกจากอุโมงค์ฝังศพส่วนตัว

 

สัญลักษณ์ของการกลับคืนชีพ ของพระเยซูเจ้าก็คือ ทุกคนที่ไปที่หลุมศพและไม่พบพระองค์ แต่กลับไปพบพระองค์ในสถานที่ต่างๆ ต่างกรรมต่างวาระ

มาระโก บทที่ 16 ข้อ 9-15 บันทึกไว้ว่า พระองค์แสดงพระองค์แก่มารีย์ชาวมักดาลาเป็นคนแรก

จากนั้นพระองค์แสดงพระองค์แก่ศิษย์สองคนที่กำลังเดินทางไปชนบท

ที่สุดพระองค์ก็แสดงพระองค์แก่สาวก 11 คน ขณะกำลังกินอาหาร

พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ โดยการเสด็จออกจากอุโมงค์ฝังพระศพ และทรงเป็นอิสระจากอุโมงค์ฝังศพแห่งนั้น และในการแสดงพระองค์แก่บุคคลทั้งหลาย พระองค์ก็ทรงกระทำแค่การปรากฏพระองค์ให้เห็น และพระวรสารวันนี้บันทึกว่า ประตูห้องที่บรรดาศิษย์กำลังชุมนุมกัน ปิดอยู่ แต่พระองค์ทรงเสด็จ เข้ามาโดยที่ประตูยังคงปิดอยู่ พระเยซูเจ้าทรงเป็นอิสระจากความจำกัดของเวลาและสถานที่ (space and time)

การกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้าต้องสอนให้เราคริสตชนรู้จักกลับคืนชีพในลักษณะเดียวกัน คือ ถ้าคริสตชนกลับคืนชีพแท้จริง ชีวิตคริสตชนต้องเป็นอิสระ เป็นต้นเป็นอิสระจาอุโมงค์ฝังศพ และ เป็นอิสระจากความจำกัดของเวลาและสถานที่

อุโมงค์ฝังศพของเราแต่ละคนก็คือ ตัวตนและชีวิตของเราเอง

ตัวตนและชีวิตของเราแต่ละคนที่เต็มไปด้วย 2 สิ่งสำคัญคือ

ความอยาก   และ

ความไม่อยาก

ความอยากและความไม่อยาก เกาะกุมชีวิตของเรา แต่ละคน นอกนั้นมันยังจำกัดชีวิตของเราให้อยู่กับความอยากและความไม่อยากนั้น จนกระดิกกระเดี้ยไปไหนไม่ได้ ความอยากและความไม่อยากดังกล่าว ถูกบงการด้วยน้ำใจของตัวเราเอง และน้ำใจที่ไม่เป็นอิสระทำให้ชีวิตกลายเป็นอัมพาต

เราอยากเด่น อยากดัง

เราอยากมีชื่อเสียเป็นที่นับหน้าถือตามของคนทั่วไป

เราอยากมีเงินทองใช้อย่างไม่ขาดมือ

เราอยากมีชีวิตที่สะดวกสบาย

เราอยากมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแก่บุคคลทั่วไป

เราอยากให้ทุกคนเคารพนับถือเรา

ฯลฯ

เราไม่อยากให้ใครดูถูกเหยียดหยามเรา

เราไม่อยากจน และไม่อยากสูญเสียสิ่งที่เราเป็นเจ้าของ

เราไม่อยากให้ใครหมิ่นประมาทเรา

เราไม่อยากเผชิญกับความเจ็บปวดเดือดร้อนทั้งฝ่ายกายและฝ่ายจิต

และเราก็ไม่อยากสิ่งอื่นๆ อีกหลายร้อยหลายพันไม่อยาก

และเวลาที่มนุษย์มีความอยาก หรือ ความไม่อยาก เราก็จะดิ้น เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่อยาก หรือ ให้ทุกหลุดพ้นจากสิ่งที่ไม่อยากนั้น

ความอยากและความไม่อยากนี้แผลงฤทธิ์มาแล้วโดยทำให้ อาดัม และเอวา รวมทั้งมนุษยชาติประสบหายนะ

มนุษย์เราถูก ฝังลึก ลงไปในความอยากและความไม่อยากนี้ ประหนึ่ง หลุมฝังศพ และถ้าเราดิ้นไม่หลุดจากความอยากและความไม่อยากนี้ หลุมศพของเราจะยิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ

พระเยซูเจ้าทรงมีประสบการณ์ความอยากและความไม่อยากเช่นเดียวกับเราทุกคน แต่พระองค์ก็ทรงเอาชนะความอยากและความไม่อยากนี้ได้ในที่สุด

“พระบิดาเจ้าข้า ถ้าเป็นไปได้ (อยาก) ขอให้ถ้วยนี้พ้นข้าพเจ้าไปเถิด (ไม่อยากรับ) ถ้าเป็นไปไม่ได้ ก็ขออย่าให้เป็นไปตามใจข้าพเจ้า แต่ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์เถิด”(มัทธิว 26:39)

พระองค์ทรงเอาชนะความอยากและความไม่อยากนี้ด้วย ไม้กางเขน (†) แห่งการตัดใจโดยยอมตัดน้ำใจของพระองค์เอง ด้วยการยอมปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดา

พระเยซูเจ้ายอมให้พระประสงค์ของพระบิดาตัดน้ำใจของพระองค์เองทำให้ชีวิตของพระองค์เดินทางต่อไปสู่ภูเขากัลวารีโอ และที่สุดก็ทำให้แผนการไถ่กู้มนุษยชาติบรรลุผลสำเร็จ กางเขนแห่งการตัดใจนี้ ยังพาพระเยซูเจ้าไปสู้ชัยชนะแห่งการกลับคืนพระชนม์ชีพอีกด้วย

น้ำพระทัยของพระบิดาที่เต็มเปี่ยมในชีวิตของพระเยซูเจ้า พาพระองค์ไปสู่การกลับมามีชีวิตใหม่

ดังนั้นคริสตชนต้องกลับคืนชีพในลักษณะเดียวกับที่พระเยซูเจ้าทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่าง

เราต้องทำตัวเราเองให้หลุดจากความอยากและไม่อยากทั้งปวง โดยยอมให้น้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าเป็นตัวกำหนด แต่ถ้าเราปล่อยตัวเอง ให้ความอยากและความไม่อยากครอบงำชีวิตนั้น ก็แสดงว่าเรายังคงอยู่ในอุโมงค์แห่งความตาย คือ อุโมงค์แห่งความอยากและความไม่อยากของตัวเราเอง และถ้าเรายิ่งดำเนินชีวิตตามความอยากและความไม่อยากนั้น เราก็ยิ่งฝังตัวเองลึกลงไปเรื่อยๆในความตายนั้น

แต่ถ้าเราต่อสู้ ควบคุม และตัดความอยากและไม่อยาก จนตัวเราเป็นอิสระจากความอยากและไม่อยากได้แล้ว เราก็จะกลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่จะสามารถทำงานให้พระ โดยชีวิตของเราจะไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่ คือเราจะเป็นอิสระจากทุกสิ่ง จนสามารถทำงานให้พระได้อย่างบังเกิดผล

...สวัสดี...