Get Adobe Flash player

บุคลากร

องค์กรต่างๆ

ติดต่อสอบถาม

Link คาทอลิก

Who's online

We have 59 guests and no members online

2014-12-07 ความคิดของเราไม่ใช่ความคิดของท่าน ทางของท่านก็ไม่ใช่ทางของเรา

ความคิดของเราไม่ใช่ความคิดของท่าน ทางของท่านก็ไม่ใช่ทางของเรา

                   การเตรียมรับพระมหากษัตริย์ หรือ พระมหาจักรพรรดิ ผู้จัดเตรียม หรือ ผู้รับผิดชอบการรับเสด็จ จะต้องคิดคำนึงอย่างหนักถึงความอลังการของพิธีการต้อนรับ วัสดุอุปกรณ์รวมทั้งภาชนะข้าวของจะต้องจัดเตรียมให้เหมาะสมกับตำแหน่งของกษัตริย์ หรือ จักรพรรดิ ทุกอย่างต้องเลิศ ต้องมีราคา มีคุณค่าที่สูงส่งเพื่อให้ สมพระเกียรติ

การฉลองคริสต์มาส ที่วัดอัสสัมชัญปีนี้จะต้องเงียบเหงา แตกต่างจากปีก่อนๆ น่าจะพูดได้ว่า ไม่มีครั้งใดในประวัติศาสตร์ที่วัดอัสสัมชัญ หรือ อาสนวิหารอัสสัมชัญ จะจัดคริสต์มาสได้อย่างเงียบเหงาเหมือนกับปีนี้ คือ ปี 2014 หรือ 2557 และ จำจะต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของวัดว่า ปี 2014 หรือ 2557 คริสต์มาสที่อาสนวิหารอัสสัมชัญ เป็นคริสต์มาสที่เงียบเหงาที่สุดอันเกิดจากความจำเป็น จากการที่อาสนวิหารอยู่ในระหว่างการซ่อมบูรณะ หลายๆคนคงจะบ่นว่า เสียดายไม่สนุกเลยปีนี้ มันเงียบเหงา ปราศจากแสงสี อาจมีเพียงแค่เสียงอึกทึกครึกโครมจากบ้านใกล้เรือนเคียงที่จัดงานเท่านั้น

พวกเราคงจะบ่นว่ากร่อย ไม่สนุก นั่นเป็นเพราะเราคิดและกำหนดสิ่งต่างๆ ตามประสามนุษย์ที่ชอบสนุกสนานรื่นเริง และกำหนดว่าสิ่งนี้สิ่งนั้นคือความหมาย แต่ถ้าเราจะหันไปถามพระเยซูเจ้าว่าพระองค์คิดอย่างไร กับการจักคริสต์มาสแบบนี้พระองค์ชอบไหม? พระองค์คงจะชูนิ้วหัวแม่โป้งและพูดคำที่คนปัจจุบันชอบพูดกันคือ สุดยอด

จะจัดอะไรให้กับพระเยซูเจ้าเราต้องรู้ใจของพระองค์เราจะต้องรู้ว่าพระองค์ชอบอะไร และไม่ชอบอะไร เพื่อจะได้จัดให้ถูกตรงกับที่พระองค์ต้องการ ไม่ใช่จัดอะไรๆให้กับพระองค์ตามความคิด และความรู้สึกของเราเอง อย่างเช่น พระองค์เป็นพระผู้เป็นเจ้าทุกอย่างต้องเลิศเลอ ในขณะที่พระองค์ทรงเป็นพระเป็นเจ้าที่ถ่อมพระองค์

คำพูดของอิสยาห์น่าจะเตือนสติเราในเรื่องทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับพระเป็นเจ้า

“ความคิดของเราไม่ใช่ความคิดของท่าน ทางของท่านก็ไม่ใช่ทางของเรา” (อิสยาห์ 55:8)

เพื่อที่เราจะสามารถสัมผัสกับความรู้สึกนึกคิดของพระเป็นเจ้าได้ เราก็ต้องดูสิ่งที่พระองค์พูดและทำให้เราดูผ่านทางองค์พระเยซูคริสตเจ้า

สิ่งแรกที่พระองค์ทำให้เราดูคือ ทรงบังเกิดในถ้ำเลี้ยงสัตว์ ในคืนอันแสนสงบ ห่างไกลจากแสงสี และเสียงอึกทึกครึมโครมสิ่งนี้น่าจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า พระองค์ทรงชอบอะไร และรักอะไร ทรงรักความสงบ รักความยากจน และเรียบง่าย

แล้วทำไมเราไม่ทำตาม?

เมื่อเจริญชีวิตอยู่ในโลก พระองค์ใช้ชีวิตแบบเรียบๆง่ายๆ ธรรมดาๆ ไม่มีพิธีรีตรอง เข้ากันได้กับทุกคน และทุกฐานะ ไม่ว่ารวย หรือ จน เครื่องใช้ไม้สอยก็ธรรมดาๆ ทรงรักการเจริญชีวิตแบบธรรมดาๆ และติดดิน ไม่มากเรื่อง มากความ

แล้วทำไมเราไม่ทำตาม?

“ทางของท่านไม่ใช่ทางของเรา”

วิธีการของท่านก็ไม่ใช่วิธีการของเรา สิ่งที่ท่านทำแตกต่างไปจากสิ่งที่เราทำ

บทอ่านที่ 1 วันนี้อิสยาห์บอกว่า “จงเตรียมทางขององค์พระผู้เป็นเจ้าในถิ่นทุรกันดาร จงเปิดทางตรงในทุ่งเวิงว้างสำหรับพระเจ้าของเราเถิด จงถมหุบเขาทุกแห่งให้เต็ม จงปรับภูเขาและเนินเขาทุกแห่งให้เรียบ ที่ขรุขระ จะราบเสมอกัน ที่สูงๆ ต่ำๆจะราบเรียบ แล้วองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงสำแดงพระสิริรุ่งโรจน์ให้ปรากฏ....”

สิ่งที่อิสยาห์เตือนเราก็คือ การที่เราต้องปรับชีวิตและปรับความคิด สิ่งที่อิสยาห์พูดถึง เรื่องทางคดเคี้ยว ที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ สูงๆ ต่ำๆ ทั้งหลายแหล่ก็คือ ชีวิตของเราที่มากเรื่องและเรื่องมาก ดังนั้นอิสยาห์จึงเตือนให้ปรับชีวิต และความคิดให้ราบเรียบ หรือเรียบง่าย รวมทั้งปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต และเราจะได้พบกับองค์พระผู้เป็นเจ้า

มันต้องปรับเพราะเราหลงไปอย่างมาก และสิ่งที่เราหลงติดกับก็คือ สิ่งที่ปีศาจมันหลอกล่อเราไว้ มันเริ่มต้นหลอกล่อบุคคลต้นแบบคือพระเยซูคริสตเจ้า เชิญดูลูกาบทที่ 4 ข้อ 1 ถึง 13 มันหลอกล่อพระเยซูเจ้า แต่พระองค์ไม่ติดกับมัน สิ่งที่มันหลอกล่อพระเยซูเจ้ามี 3 อย่าง คือ

1.       ความอยากวัตถุ (ลูกา 4:3)

2.       ความอยากอำนาจ (ลูกา 4:6)

3.       ความอยากชื่อเสียง (ลูกา 4:9)

พระเยซูไม่ติดกับ แต่พวกเราติดกับ ปล่อยตัวตามความยากและกลายเป็นทาสของความอยากทั้ง 3 นั้น แต่ที่ร้ายก็คือ ข้อที่ 6 ของลูกา4 ซึ่งปีศาจพูดว่า “.....เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นของเรา (ของปีศาจ) เราจะให้ใครก็ได้ตามความปรารถนา” (ลูกา4:6) วัตถุ อำนาจ และชื่อเสียง เป็นสมบัติของปีศาจนี่คือสิ่งที่ต้องระวัง

ยอห์นผู้ทำพิธีล้างได้ให้แบบฉบับแห่งการเตรียมรับเสด็จ ท่านเข้าไปใช้ชีวิตในถิ่นทุรกันดาร แต่งตัวอย่างเรียบง่ายด้วยสิ่งที่หาได้ตามธรรมชาติ กินอยู่ตามแต่จะหาได้ ตั๊กแตน และน้ำผึ้งป่า

ทำไมเราไม่ทำอย่างนั้นบ้าง?

ปีศักดิ์สิทธิ์ที่เราได้เข้าสู่แล้ว จะต้องเป็นปีศักดิ์สิทธิ์ที่มิใช่เน้นแต่กิจกรรมภายนอก แต่ต้องเน้นการปรับเปลี่ยนชีวิต ปลดปล่อยตัวเองให้หลุดจากสมบัติของปีศาจ ทั้ง 3 อย่าง และเริ่มดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย สมถะ ยากจน แบบพระเยซูเจ้า พวกนั้นการเชื่อฟัง และยอมปฏิบัติพระวาจา ก็เป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่สำคัญ และเราจะได้รับการแสดงพระองค์จากองค์พระผู้เป็นเจ้า โดยการที่พระองค์จะเข้ามาอยู่ในชีวิตของเรา นั่นคือ ความหมายแท้ๆของปีศักดิ์สิทธิ์

ปีศักดิ์สิทธิ์คือปีที่ชีวิตคริสตชน แต่ละคนสนิทแนบแน่นกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ผ่านการเชื่อฟังพระวาจาและปฏิบัติตามแบบอย่างชีวิตขององค์พระเยซูคริสตเจ้า